หน้าหลัก
Health
Lady & Gentleman
WebBoard
Health Digit
Blood Test
Safety First
Diseases
Sex Edu.
ศูนย์บริการสุขภาพเคลื่อนที่  โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  กรมแพทย์ทหารเรือ  โทรศัพท์ภายใน : 3287, 3411, 3412  โทรศัพท์ภายนอก : 038-244101-2  โทรสารภายนอก : 038-244101  E-mail : Sirikithosp@yahoo.com
นโยบาย
กิจกรรม
ขั้นตอนตรวจ
ทีมงาน
สายบริหาร
ข้อควรปฏิบัติ
ราชการ
สาระน่ารู้
สิทธิพิเศษ
ประโยชน์
Safety in Hospital
การเกิดอุบัติเหตุ...ย่อมก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างมาก ทั้งต่อชีวิตของเจ้าหน้าที่ และทรัพย์สินของทางโรงพยาบาล บางกรณีสามารถคิดค่าเสียหายได้ชัดเจน แต่บางกรณีก็ไม่สามารถประเมินค่าเสียหายได้ เช่น การเสียชีวิต ด้านจิตใจ เป็นต้น การสร้างสภาพของการทำงาน ให้มีความปลอดภัยในโรงพยาบาล จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อความสำเร็จของการบริหารงาน ของโรงพยาบาลในปัจจุบัน เพราะนอกจากจะเป็นการป้องกันความเสี่ยง และการสูญเสียต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกขณะ ยังทำให้ลดค่าใช้จ่าย หรืองบประมาณ และยังทำให้ขวัญและกำลังใจ ของเจ้าหน้าที่ทุกคนดีขึ้น การทำงานก็มีประสิทธิภาพ เป็นที่พึงพอใจของผู้ป่วย หรือผู้ที่เข้ามารับบริการ แต่ในทางกลับกัน หากเราปล่อยให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นในโรงพยาบาล ซึ่งไม่จำเป็นต้องเกิดบ่อย แค่เพียงครั้งเดียว ก็อาจนำมาซึ่งการสูญเสียหลายต่อหลายสิ่งหลายอย่าง โดยเฉพาะชื่อเสียงของโรงพยาบาล ที่ต้องเสียไป และนำมาซึ่งผลกระทบมากมาย
ดังนั้น จึงควรอย่างยิ่งที่ควรจัดการ ให้มีงานด้านความปลอดภัย หรือวิศวกรรมความปลอดภัยในโรงพยาบาลเกิดขึ้น อย่างจริงจัง เพื่อป้องกัน ลดความเสี่ยง และลดความสูญเสียในด้านต่างๆ ให้มากที่สุด โดยการเสริมสร้างความปลอดภัยภายในโรงพยาบาลในทุกๆ ด้าน ในระดับนโยบายที่ชัดเจน และเป็นระบบอย่างต่อเนื่อง
คำนิยามในด้านความปลอดภัย
ภัย (Hazard) หมายถึง สภาพการณ์ที่มีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดการบาดเจ็บ ต่อบุคคล หรือความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือวัสดุ หรือผลกระทบต่อขีดความสามารถในการปฏิบัติงาน ตามปกติของบุคคล
อันตราย (Danger) หมายถึง ระดับความรุนแรงที่ต่อเนื่องมาจากคำว่า ภัย อันตรายจากภัย อาจมีระดับสูง หรือมากน้อยก็ได้ ขึ้นอยู่กับมาตรการในการป้องกันของสถานที่นั้นๆ
ความเสียหาย (Damage) หมายถึง ความรุนแรงของการบาดเจ็บ หรือความสูญเสียทางด้านกายภาพ หรือความเสียหายที่เกิดขึ้น ต่อการปฏิบัติงาน หรือด้านการเงิน เนื่องจากขาดการควบคุมภัย หรืออันตราย
ความปลอดภัย (Safety) โดยปกติทั่วๆ ไป หมายถึง การปราศจากภัย ซึ่งในทางปฏิบัติเป็นไปไม่ได้ ที่จะขจัดภัย หรืออันตรายทุกชนิดให้หมดไป โดยสิ้นเชิง ความปลอดภัยจึงให้รวมถึง การปราศจากอันตรายที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นในทุกๆ ด้าน
อุบัติเหตุ (Accident) หมายถึง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยมิได้วางคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า ซึ่งก่อให้เกิดการบาดเจ็บ พิการ หรือตาย และทำให้ทรัพย์สินได้รับความเสียหาย
นโยบายความปลอดภัยสำหรับการบริหาร
การที่จะสร้างความปลอดภัยให้เกิดขึ้น ในที่ทำงาน หรือภายในโรงพยาบาลได้ จะต้องถูกกำหนดเป็นนโยบายที่ชัดเจน โดยคณะกรรมการบริหารโรงพยาบาล หรือผู้บริหารระดัยสูง จึงจะให้กิจกรรมนี้บรรลุวัตถุประสงค์ การบริหารความปลอดภัยในปัจจุบัน จะเน้นหลักการสำคัญหลักๆ คือ การจัดตั้งองค์กร การวางแผนดำเนินงาน และการควบคุม
หลักการพื้นฐาน 5 ประการ สำหรับการบริหารเพื่อเป็นแนวทาง ในการสร้างความปลอดภัยขึ้นในโรงพยาบาล หรือการป้องกันอุบัติเหตุ ตามทฤษฎี และแนวความคิดสมัยใหม่ ได้แก่
1. การกระทำที่ไม่ปลอดภัย สภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย และการเกิดอุบัติเหตุ ถือเป็นอาการที่แสดงออกถึง ความบกพร่อง หรือความผิดพลาดในระบบการบริหาร
2. ในบางสถานการณ์ หรือสภาพแวดล้อมบางอย่าง เราสามารถที่จะคาดการณ์ได้ว่า อาจก่อให้เกิดอันตราย หรือการบาดเจ็บที่รุนแรงได้ สถานการณ์ที่ว่านี้ สามารถตรวจพบ และแก้ไขควบคุมได้
3. งานด้านการสร้างความปลอดภัยในโรงพยาบาล ควรได้รับการบริหาร หรือจัดการ เช่นเดียวกับภาระกิจด้านอื่นๆ ของโรงพยาบาล ผู้บริหารจะต้องดำเนินงานนี้ด้วยการกำหนดเป้าหมาย ที่สามารถบรรลุได้ การวางแผน การจัดการองค์กรที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการควบคุมติดตามผล เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้
4. หัวใจสำคัญ สำหรับการทำให้งานด้านความปลอดภัยได้ผล และมีประสิทธิภาพ ก็คือ การกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบ ให้แก่สายงาน หรือผู้ปฏิบัติงานด้านนี้อย่างชัดเจน และกระทำอย่างจริงจังต่อเนื่อง
5. ภาระกิจของการสร้างความปลอดภัยในโรงพยาบาล คือ การค้นหา และระบุชี้ชัดถึงข้อบกพร่อง หรือข้อผิดพลาดในการปฏิบัติงาน ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตราย หรืออุบัติเหตุขึ้นได้ เช่น การหาเหตุผลว่า ทำไมถึงเกิดอันตรายขึ้น หรือการถามว่า การป้องกันอันตรายต่างๆ ได้ถูกนำไปใช้ปฏิบัติกัน อย่างจริงจังหรือไม่
การจัดการด้านวิศวกรรมความปลอดภัย ในโรงพยาบาล
โรงพยาบาลจัดเป็นสถานประกอบการ ที่ให้บริการทางการแพทย์ และสาธารณสุข ในการจัดการภายใน นอกจากเป็นเรื่องของคนแล้ว เครื่องมือ และอุปกรณ์สนับสนุนต่างๆ ที่ใช้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง กับงานด้านวิศวกรรม นับเป็นองค์ประกอบหลักอย่างหนึ่ง ดังนั้น ผู้ที่อยู่ภายในโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วย เจ้าหน้าที่ และประชาชนทั่วไป อาจจะต้องเกี่ยวข้อง หรือสัมผัสกับสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ที่สามารถคุกคามต่อสุขภาพอนามัย และความปลอดภัยต่างๆ จากการใช้เครื่องมือ และอุปกรณ์ต่างๆ ได้ตลอดเวลา ดังนั้น จึงควรมีการจัดการด้านวิศวกรรมโรงพยาบาล และรอบๆ โรงพยาบาล เพื่อความปลอดภัย ทั้งต่อตนเอง และบุคคลรอบข้าง ทั้งภายในโรงพยาบาล และรอบๆ โรงพยาบาล
ความหมายของ วิศวกรรมความปลอดภัยในโรงพยาบาล
คือ การจัดการด้านความปลอดภัยขึ้น ภายในโรงพยาบาล หรือสถานบริการทางการแพทย์ ลดความเสี่ยงในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และประชาชนทั่วไปที่มารับบริการ โดยมีจุดมุ่งหมายหลักๆ ดังนี้
1. ป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น จากการปฏิบัติงานที่ต้องใช้เครื่องมือ และอุปกรณ์สนับสนุนต่างๆ ตลอดจนสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เช่น อัคคีภัย ไฟฟ้ารั่ว การระเบิดของท่อก๊าซ ภายใต้ความดันสูง มลพิษต่างๆ เป็นต้น
2. ส่งเสริม ให้ความรู้ที่ถูกต้อง ในการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะกับเครื่องมือ และอุปกรณ์สนับสนุนต่างๆ ที่อาจก่อให้เกิดอันตราย
3. กำหนดมาตรการ กฎ ระเบียบ ที่เกี่ยวกับวิศวกรรมความปลอดภัยในโรงพยาบาล เพื่อให้เจ้าหน้าที่ยึดถือปฏิบัติ
4. ควบคุมความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเป็นเหตุนำมาซึ่งอันตราย เช่น หาจุดเสี่ยงแล้วทำการประเมินเพื่อแก้ไข
5. สร้างทัศนคติที่ดีต่อความปลอดภัย
แนวทางการจัดการด้านวิศวกรรมความปลอดภัยในโรงพยาบาล
การจัดการที่ดี บุคคลหลายๆ ฝ่าย ต้องมีส่วนร่วม หรือมีส่วนในการรองรับการดำเนินงานในโรงพยาบาล และสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณา ให้จัดการด้านวิศวกรรมความปลอดภัยในโรงพยาบาล บรรลุตามวัตถุประสงค์ คือ
1. นโยบาย ต้องมีนโยบายที่จะดำเนินการ หรือการสนับสนุนที่ชัดเจน ผู้บริหารมีส่วนในการกำหนดนโยบายดังกล่าว และถ่ายทอดสู่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ อย่างเป็นรูปธรรม ต่อเนื่อง สม่ำเสมอ
2. การจัดการองค์กร เพื่อรองรับการดำเนินงาน สร้างเครือข่าย ประสานกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะบุคคลภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญโรงพยาบาล สามารถให้เข้ามามีส่วนร่วมได้ ในรูปของคณะกรรมการก็ได้
3. บุคลากร ต้องเข้าใจและเต็มใจ มีความทุ่มเทให้กับงาน ที่สำคัญต้องมีความรู้ หรือผ่านการอบรมมาแล้ว เช่น เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในโรงพยาบาล
ความปลอดภัยในการทำงาน
ความปลอดภัยในการทำงาน หมายถึง ความปลอดภัย และสุขภาพอนามัยที่ดีในการทำงาน ของผู้ประกอบอาชีพในสาขาต่างๆ ในที่นี้ จริงๆ แล้ว มาจากคำภาษาอังกฤษที่ว่า "Occupational Safety and Health"
ผู้ประกอบอาชีพในโรงพยาบาล ได้แก่ ผู้บริหาร แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ด้านต่างๆ ลูกจ้าง คนงาน ยาม เป็นต้น แต่จริงๆ แล้ว ผู้ที่ต้องมีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือได้รับผลกระทบโดยตรง ในด้านความปลอดภัยในการทำงาน โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ วิศวกรมความปลอดภัย ในโรงพยาบาลอีกกลุ่มหนึ่ง คือ ผู้ป่วย ญาติผู้ป่วย ประชาชนที่อยู่ภายในโรงพยาบาล หรือบริเวณรอบๆ โรงพยาบาล ต่างก็ได้รับผลกระทบทั้งสิ้น หากเกิดความไม่ปลอดภัยขึ้นในโรงพยาบาล
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ได้มีการใช้คำพูดเพิ่มเติม จากที่กล่าวมาข้างต้นอีกหนึ่งคำ คือ "Working Conditions and Environment" ซึ่งแปลความหมายว่า สภาพการทำงาน และสิ่งแวดล้อมในการทำงาน โดยเจตนาให้หมายถึง ขั้นตอนกระบวนการทำงาน (Working Conditions) ความปลอดภัย และสุขภาพอนามัยที่ดีในการทำงาน (Occupational Safety and Health) และสภาพแวดล้อมของการทำงาน (Environment) ทั้งนี้ เพื่อให้การดูแล คุ้มครอง ผู้ประกอบอาชีพในสาขาต่างๆ ได้ครอบคลุมกว้างขวางยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพื่อผลทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม จิตใจ และสุขภาพอนามัยที่ดีของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เพราะว่าจากสถิติการเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ปลอดภัย ในสถานที่ปฏิบัติงานต่างๆ ในปัจจุบัน มักมีสาเหตุมาจากสภาพแวดล้อมของที่ทำงานเพิ่อมขึ้น อย่างน่ากลัว เช่น ตึกถล่ม ไฟฟ้าลัดวงจร ไฟฟ้าดูด แก๊สพิษรั่ว ระบบกำเนิดไอน้ำรั่วระเบิด การระบายอากาศไม่ดี มลพิษทางอากาศที่มาจากเครื่องปรับอากาศ ความร้อนในที่ทำงานสูง แสงสว่างไม่เพียงพอ ฯลฯ
ในการดูแลผู้ปฏิบัติงานในสาขาต่างๆ ทั้งสวัสดิการความปลอดภัย และสุขภาพอนามัยนั้น นับเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบัน เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ หรือผู้ปฏิบัติงานได้รับการบาดเจ็บ พิการ หรือตาย จากอุบัติเหตุจากการทำงาน (Occupational Accidents) และนอกจากนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการเสื่อมถอยของสุขภาพ จนทำให้เกิดโรค หรือความเจ็บป่วยจากการทำงาน หรือที่เรียกว่า โรคที่เกิดจากการทำงาน (Occupational Disease)
  • อุบัติเหตุจากการทำงาน หมายถึง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ไม่ได้คาดคิด และไม่ได้มีมาตรการ หรือแผนการควบคุมไว้ก่อน ในสถานที่ทำงาน หรือในโรงพยาบาล แล้วมีผลทำให้ผู้ปฏิบัติงานเกิดการบาดเจ็บ พิการ หรือถึงขั้นเสียชีวิต และอาจทำให้ทรัพย์สินเสียหาย
  • โรคที่เกิดจากการทำงาน หรือบางครั้งเรียกว่า โรคที่เกิดจากการประกอบอาชีพ หรือโรคอันเกิดขึ้นเกี่ยวเนื่องกับการทำงาน ในสาขาวิชาชีพนั้นๆ หมายถึง เหตุการณ์ใดๆ ก็ตาม ที่ทำให้ผู้ปฏิบัติงาน อันได้แก่ ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ใช้แรงงาน เกิดการเจ็บป่วย ที่พิสูจน์แล้วว่า มีผลมาจากจากการทำงานในสาขาวิชาชีพนั้นๆ หรือภายในสถานที่แห่งนั้น
    ความสูญเสียจากการประสบอันตราย
    หากหน่วยงาน หรือสถานที่ทำงานใดๆ ไม่สนใจ หรือปล่อยให้สภาวะของการทำงาน และสภาพแวดล้อมในการทำงานไม่ปลอดภัย หรือมีความเสี่ยงสูง จนทำให้เกิดอันตราย หรืออาจถึงขั้นอุบัติภัย มักเกิดความสูญเสียได้
    การสูญเสียต่างๆ
    1. การสูญเสียเวลาของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ
    2. การสูญเสียเวลาของบุคคลอื่นๆ ที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น ผู้นำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล ผู้ที่อยากรู้อยากเห็น ญาติพี่น้อง เป็นต้น
    3. การสูญเสียเวลาของหัวหน้างาน หรือหัวหน้าผู้ควบคุมงาน และผู้จัดการในการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ การสอบสวนหาสาเตุของการเกิดอุบัติเหตุ การจัดหาผู้ปฏิบัติงานแทน การคัดเลือกคนใหม่ การฝึกอบรมคนใหม่ การจัดทำรายงานอุบัติเหตุ เป็นต้น
    4. การสูญเสียเวลาในการให้การรักษา ของผู้ให้การรักษา และเจ้าหน้าที่ของสถานพยาบาล หรือโรงพยาบาลนั้นๆ
    5. การสูญเสียรายได้ หรือผลกำไรของโรงพยาบาล
    เกิดความเสียหาย
    1. ค่าเสียหายเนื่องจากเครื่องมือชำรุด หรือทรัพย์สินของโรงพยาบาลเกิดการเสียหาย
    2. ค่าเสียหายที่ต้องทำให้กระบวนการปฏิบัติงานหยุดชะงัก เช่น ระบบไปป์ไลน์เกิดการระเบิด จนชำรุดเสียหาย ไม่สามารถจ่ายก๊าซไปยังจุดต่างๆ ได้ หรือทำให้หม้อแปลงไฟฟ้าเกิดการระเบิด จนทำให้โรงพยาบาลไม่มีไฟฟ้าใช้งาน เป็นต้น
    3. ค่าใช้จ่ายในเรื่องของเงินชดเชย หรือเงินสวัสดิการต่างๆ ที่ต้องจ่าย
    4. การเสียขวัญ จากเหตุการณ์นั้นๆ
    5. การเสียชื่อเสียงของโรงพยาบาล
    6. อื่นๆ อีกมากมาย
    ปัจจัยที่ทำให้เกิดอันตรายจากการทำงาน ปัจจัย หรือปัจจัยเอื้อ หรือส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประสบ หรือเกิดอันตรายจากการทำงาน มีองค์ประกอบที่สำคัญ 2 ส่วน คือ
    1. คน หรือตัวเจ้าหน้าที่
    2. สิ่งแวดล้อมในที่ทำงาน
    คน หรือผู้ปฏิบัติงาน ในที่นี้ หมายถึงเจ้าหน้าที่ทุกคนในโรงพยาบาล ผู้ป่วย และประชาชน สรุปแล้ว คือ ทุกคนที่อยู่ในโรงพยาบาล ซึ่งอันตรายที่จะเกิดขึ้น คือ ภัยจากการทำงาน หรือประกอบอาชีพนั้นๆ ซึ่งอาจเนื่องมาจาก การขาดประสบการณ์ ขาดความรู้ความเข้าใจในงานที่ทำ มีทัศนคติและจิตสำนึกท ี่ไม่ปลอดภัย ไม่มีมาตรการป้องกันตนเองอย่างเหมาะสม รู้เท่าไม่ถึงการณ์ จำใจทำ ถูกมอบหมายให้ทำ โดยไม่เต็มใจ ประมาท เป็นต้น
    สิ่งแวดล้อม ในปัจจุบัน ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญ ถึงแม้เราจะพัฒนาคนไปอย่างไร แต่ถ้าต้องกลับมาปฏิบัติงาน อยู่ในที่ซึ่งมีสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น สถานที่ เครื่องมือ อุปกรณ์ อากาศ แสงสว่าง ความร้อน เชื้อโรคที่แพร่กระจาย สัตว์ต่างๆ อาจรวมไปถึงเพื่อนร่วมงาน ความจำเจซ้ำซากของงาน การเร่งรัดงาน ค่าตอบแทน เวลาการทำงานที่ยาวนานไป เป็นต้น ซึ่งนับว่าปัจจัยต่างๆ เหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการทำพาให้เกิด หรือประสบกับอันตรายแทบทั้งสิ้น หากเราจะจำแนกสิ่งแวดล้อม ออกเป็นกลุ่ม หรือหมวดหมู่ นักวิชากการในด้านนี้ได้แยกออกได้เป็น 4 กลุ่ม คือ
    1. สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ หมายถึง สภาพของสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวผู้ปฏิบัติงาน ภายในโรงพยาบาล เช่น เครื่องมือ อุปกรณ์ อากาศ แสงสว่าง ความร้อย การสั่นสะเทือน ความเย็น รังสี เสียงดัง และบริเวณสถานที่ขณะทำงาน
    2. สิ่งแวดล้อมทางเคมี หมายถึง สารเคมีต่างๆ ที่ต้องสัมผัส หรือใช้เป็นวัตถุดิบ หรือได้ผสมขึ้นมา เพื่อใช้ในทางการแพทย์ หรืออื่นๆ โดยทั่วไปมักจะอยู่ในรูปของ ก๊าซ ไอระเหย ฝุ่น ฟูม ควัน ละออง หรือเป็นของเหลว เช่น สารตัวทำละลาย กรด และด่าง เป็นต้น
    3. สิ่งแวดล้อมทางชีวภาพ หมายถึง ทั้งที่มีชีวิต (ไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา พยาธิ และสัตว์ร้ายต่างๆ) และสิ่งไม่มีชีวิต (ละอองฝุ่น ฝุ่นฝ้าย ฝุ่นไม้ ซากพืชต่างๆ) เป็นต้น
    4. สิ่งแวดล้อมทางจิตวิทยาสังคม และเศรษฐกิจในการทำงาน อันได้แก่ งานที่ต้องเร่ง เพื่อให้ทันกับเวลา ภาวะของคนที่ต้องย้ายสถานที่ทำงาน การถูกโยกย้ายโดยไม่เป็นธรรม การถูกกลั่นแกล้ง การถูกลดทอนอำนาจโดยไม่เป็นธรรม การอยู่ร่วมกับเพื่อนร่วมงานที่แปลกหน้า ค่าจ้างแรงงานไม่เหมาะสม ไม่มีสัมพันธภาพกัน ระหว่างบุคคลในสถานที่ทำงาน งานที่ไม่เหมาะสมกับร่างกาย และจิตใจ เป็นต้น
    การเกิดอุบัติเหตุ
    ลักษณะของการเกิดอุบัติเหตุ ความรุนแรงของการเจ็บป่วย บาดเจ็บ หรือพิการจะมาน้อยเพียงใด ไม่จำเป็นต้องว่า ทำงานในสาขาไหน บางสิ่งบางอย่างที่ว่า ไม่น่าเกิดอันตราย หรือถึงแม้จะเกิด แต่หากเรานึกว่าไม่รุนแรง ยิ่งร้ายกว่านั้น บางคนคิดไปว่า ถึงเกิดก็ไม่ถึงเรา ความคิดเหล่านี้นับว่าเป็นอันตรายเสียยิ่งกว่า เพราะนั่นหมายถึงว่า ยินยอมที่จะให้เกิดอันตราย ดังนั้น ขอให้ทุกคนจงตระหนักว่า หากปล่อยประละเลย ไม่เอาใจใส่ถึงอันตรายที่จะเกิด คงมีสักวันที่จะได้เห็นอันตรายเกิดขึ้น การเกิดอุบัติเหตุจากการประกอบอาชีพ หรือจากการทำงานภายในโรงพยาบาล โดยทั่วไปแล้ว จะมีสาเหตุนำก่อนเสมอ อาจเกิดจากความผิดพลาดของการจัดการ สภาวะทางด้านร่างกาย และจิตใจของผู้ปฏิบัติงานในขณะนั้น ไม่เหมาะสม ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวก่อสาเหตุโดยตรง ของการปฏิบัติงานที่ไม่ปลอดภัย ตลอดจนสภาพที่ไม่ปลอดภัย เช่น ลืมขั้นตอนการทำงาน ของเครื่องที่ถูกต้อง จนทำให้เกิดการลุกลามไหม้ และระเบิดตามมา การลื่นหกล้ม การถูกเข็มตำ และผลเหล่านี้ ทำให้เกิดการบาดเจ็บหกล้ม พิการ หรืออาจเสียชีวิต ทรัพย์สินของทางราชการเสียหาย อันส่งผลให้การรักษาพยาบาลหยุดชะงัก
    สาเหตุของอุบัติเหตุ ในด้านวิศวกรรมความปลอดภัยในโรงพยาบาล แบ่งได้ 2 ส่วน คือ
    1_สาเหตุนำของการเกิดอุบัติเหตุ
    1. เกิดจากความผิดพลาดของการบริหารจัดการความเสี่ยง เช่น
  • ไม่มีการสอน หรือการอบรมเกี่ยวักบด้านความปลอดภัย
  • ไม่มีมาตรการข้อกำหนด ให้ปฏิบัติตามกฎความปลอดภัย
  • ไม่มีการวางแผน และเตริยมงานด้านความปลอดภัยไว้
  • ไม่มีการแก้ไขจุดที่อันตรายล่อแหลม ในสถานที่ปฏิบัติงาน หรือภายในโรงพยาบาล
  • ไม่มีการจัดหาอุปกรณ์ เพื่อความปลอดภัยให้
  • ผู้บริหารไม่ให้ความสำคัญ เป็นต้น
    2. เกิดจากสภาวะทางด้านจิตใจ ของผู้ปฏิบัติงาน เช่น
  • ขาดความระมัดระวัง
  • ความตั้งอกตั้งใจ
  • มีทัศนคติที่ไม่ถูกต้อง
  • อารมณ์อ่อนไหวง่าย และขี้โมโห
  • หวาดกลัว ขวัญอ่อน ตกใจง่าย
  • สมองมีปฏิกิริยาในการสั่งงานช้า เป็นต้น
    3. เกิดจากสภาพของร่างกายไม่เหมาะสม
  • อ่อนเพลีย
  • หูหนวก
  • สายตาไม่ดี
  • ร่างกายไม่เหมาะสมกับงาน
  • เป็นโรค
  • ร่างกายพิการ เป็นต้น
    2_สาเหตุโดยตรงของการเกิดอุบัติเหตุ
    1. การปฏิบัติงานที่ไม่ปลอดภัย เป็นการกระทำที่ไม่ปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ ในขณะที่กำลังทำงาน ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ จากข้อมูลทางสถิติการเกิดอุบัติเหตุ พบส่วนใหญ่ของอุบัติเหตุทั้งหมด เกิดจากสาเหตุนี้
  • การใช้เครื่องมือโดยพลการ โดยไม่ได้รับอนุญาต
  • การทำงานที่เร็วเกินไป เกินกำลังของเครื่องมือ
  • ทำการซ่อมเครื่อง ขณะที่กำลังใช้งาน
  • ถอดอุปกรณ์ความปลอดภัยออกจากเครื่อง โดยไม่มีเหตุอันควร
  • ไม่ใส่ใจต่อป้ายห้ามเตือนต่างๆ
  • เล่น หยอกล้อกันขณะทำงาน
  • ใช้เครื่องมือที่ชำรุด
  • ใช้เครื่องมือไม่ถูกวิธี
  • ยืน หรือนั่ง หรือใช้ท่าทางในการทำงานที่ไม่เหมาะสม
  • ไม่สวมใส่อุปกรณ์ที่ป้องกันอันตราย
  • ประมาท เป็นต้น
    สภาพของงานที่ไม่ปลอดภัย เป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย ที่อยู่รอบๆ ตัวเจ้าหน้าที่ในขณะทำงาน หรือภายในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดอันตรายได้เช่นกัน เช่น
  • ไม่มีการติดฝาครอบ หรือเซฟการ์ดในส่วนที่เคลื่อนไหว ที่เป็นอันตราย
  • เครื่องมือมีฝาครอบ แต่ไม่เหมาะสม
  • บริเวณพื้นมีน้ำ ลื่น ขรุขระ
  • สถานที่ทำงานสกปรก
  • มีของใช้ที่ไม่เกี่ยวข้องวางเกะกะไปหมด
  • มีกองวัสดุสูงเกินไป
  • แสงสว่างไม่เพียงพอ
  • การระบายอากาศไม่ดีพอ
  • อากาศภายในห้องทำงานร้อนเกินไป
  • ไม่มีระบบเตือนภัย หรือมีแต่ชำรุด เป็นต้น
    โรคที่เกิดจากการทำงาน
    โรคจากการทำงาน หรือโรคจากการประกอบอาชีพ หรือตามประกาศของกระทรวงมหาดไทย เรียกว่า โรคซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากการทำงานนี้ บางโรคอาจปรากฎอย่างเฉียบพลัน เนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับสิ่งที่ทำให้เกิดโรคโดยตรง และมีปริมาณที่สูง ในระยะเวลาอันสั้น แต่บางโรคจะปรากฎแบบเรื้อรัง เนื่องจากจะค่อยๆ ได้รับสิ่งที่ทำให้เกิดเชื้อโรคทีละน้อยๆ เป็นเวลานานหลายเดือน หรือหลายปี เป็นที่น่าสังเกตว่า โรคที่เกิดจากการประกอบอาชีพส่วนใหญ่ เกิดขึ้นแล้วจะมีความรุนแรงค่อนข้างสูง บางครั้งไม่อาจทำการรักษาให้กลับคือสภาพเดิมได้ และมีจำนวนไม่น้อยที่เกิดความรุนแรง จนถึงขั้นพิการ หรือเสียชีวิต เช่น การโดนเข็มทิ่มแทง จนติดเชื้อโรค การได้รับสารระเหยของเอธีลีนออกไซด์ที่รั่วไหล เป็นต้น
    องค์ประกอบที่ทำให้เกิดโรค ที่นับว่าส่วนสำคัญแบ่งได้ 3 ส่วน คือ
  • ตัวต้นเหตุของโรค หรือตัวเชื้อโรค
  • เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน
  • สภาพของการปฏิบัติงาน แต่โดยปกติแล้ว หากองค์ประกอบาทั้ง 3 มีความเหมาะสม คือ ตัวเชื้อโรคมีปริมาณไม่มากพอ สภาพร่างกายของตัวเจ้าหน้าที่ มีความแข็งแรงสมบูรณ์ และสภาพการทำงาน สิ่งแวดล้อมมีความเหมาะสม ถูกต้องตามหลักวิศวกรรมความปลอดภัย ก็จะไม่เกิดโรคจากการทำงานขึ้น แต่ในทางตรงข้าม หากองค์ประกอบใด องค์ประกอบหนึ่งบกพร่องไปมากเกินไป หรืออยู่ในสภาวะที่ไม่สมดุลย์ ก็จะทำให้เกิดโรคขึ้นได้ องค์ประกอบต่างๆ พอที่จะแบ่งออกได้เป็นรายละเอียด ดังนี้
    ตัวต้นเหตุของโรค ตัวต้นเหตุของโรค การเกิดโรคจนมีการติดเชื้อโรค
    1. ต้นเหตุทางเคมี ที่สามารถเข้าสู่ร่างกายโดยการสูดดม การกิน การสัมผัส
    2. ต้นเหตุทางกายภาพ เช่น เสียงดัง ความร้อน การสั่นสะเทือน เป็นต้น
    3. ต้นเหตุทางชีวภาพ เช่น เชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา พยาธิ เป็นต้น
    เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ส่วนที่เป็นปัจจัยที่เกิดจากตัวเจ้าหน้าที่เอง ที่สามารถนำมาซึ่งการเกิดอันตราย ได้แก่
    1. สิ่งที่นับว่ามีอิทธิพลของเจ้าหน้าที่ ต่อต้นเหตุของโรค เช่นกรรมพันธุ์ เชื้อชาติ และเพศ
    2. อายุ
    3. สุขภาพของร่างกายก่อนเข้าทำงาน
    4. ภาวะทางโภชนาการของแต่ละบุคคล
    5. พื้นฐานการศึกษา
    สภาพการทำงาน และสิ่งแวดล้อม สภาพแวดล้อมที่นำมาซึ่งการเกิดเชื้อโรค มีองค์ประกอบหลักๆ ดังนี้
    1. ความสะอาด อากาศที่ดี
    2. การระบายอากาศที่ดี
    3. ขนาดของสถานที่ทำงาน
    ประเภทของโรค
    การแบ่งประเภทของโรคจากการทำงาน อาจแบ่งได้หลายแบบ แต่สามารถจำแนกโรคที่เกิดขึ้นบ่อยได้ 6 โรค คือ
    1. โรคปอด
    2. โรคผิวหนัง
    3. โรคจากสารเคมี
    4. โรคมะเร็ง
    5. โรคจากเหตุทางชีวภาพ
    6. โรคจากเหตุทางกายภาพ
    โดยทั่วไป ผู้ประกอบอาชีพ หรือเจ้าหน้าที่จะต้องได้รับการคุ้มครองป้องกัน มิให้ได้รับอันตรายจากการทำงาน และยังต้องได้รับการส่งเสริม พัฒนาให้มีจิตสำนึกที่ปลอดภัย และมีสุขภาพที่ดี ไม่เจ็บป่วย หรือบาดเจ็บ แต่หากเลี่ยงการเกิดไม่ได้ เจ้าหน้าที่ผู้นั้น ก็ต้องได้รับการฟื้นฟูสภาพ จากการบาดเจ็บ หรือพิการ เพื่อให้อยู่ในสังคมนั้นๆ ได้อย่างมีความสุขไม่เป็นภาระต่อใคร สิ่งแวดล้อมก็เช่นเดียวกัน ต้องได้รับการตรวจอย่างสม่ำเสมอ เพื่อค้นหาตัวปัญหา ประเมินระดับของปัญหา หาทางแก้ไข ออกมาตรการป้องกัน ควบคุมสิ่งที่อาจก่อให้เกิดที่มา ของอันตรายต่างๆ ให้อยู่ในวงจำกัด
    การค้นหา และรายงานอุบัติเหตุ
    การตรวจสอบสภาพการณ์ของสาขาต่างๆ ในปัจจุบันถึงแม้จะเป็นวิธีการที่ดี ที่ควรกระทำในแง่ของวิศวกรรม ความปลอดภัยในโรงพยาบาล แต่วิธีการป้องกันอุบัติเหตุอย่างมีประสิทธิภาพ อีกวิธีหนึ่ง คือ การศึกษา ค้นหาจากสาเหตุที่เคยเกิดขึ้นจริงในอดีต และหามาตรการป้องกันแก้ไข มิให้เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้น ซ้ำอีกในโรงพยาบาล โดยต้องมีการจัดทำรายงานอุบัติเหตุนั้นๆ ไว้อย่างชัดเจน ประโยชน์ของการค้นหาสาเหตุ ของเหตุการณ์ที่เคยเกิด ได้แก่
    1. เพื่อศึกษา และสรุปถึงสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ และสภาพการณ์ที่เป็นอันตรายต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางในการป้องกันอุบัติเหตุ โดยการแก้ไขปรับปรุงที่ถูกต้อง
    2. เพื่อค้นหาความจริงอันเป็นมูลเหตุ ที่ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องทำงาน ด้วยลักษณะที่ไม่ปลอดภัย หรือไม่ถูกต้องตามมาตรฐาน กฎบังคับ เป็นต้น
    3. เพื่อทราบถึงผลของการเกิดอุบัติเหตุ การบาดเจ็บ ตลอดจนความเสียหายต่างๆ อันนำมาเพื่อการกระตุ้นเตือนให้ผู้บริหาร หรือแม่แต่ตัวเจ้าหน้าที่ ที่ปฏิบัติงานจริง ตระหนักและให้ความสำคัญ เพื่อหาทางป้องกัน และส่งเสริมให้มีการใช้มาตรการณ์ ด้านวิศวกรรมความปลอดภัย ในโรงพยาบาลที่ชัดเจน และจริงจัง
    4. เพื่อประโยชน์ในการรวบรวมข้อมูลทางสถิติ และการวิเคราะห์อุบัติเหตุ
    การรับผิดชอบงานด้านวิศวกรรม ความปลอดภัยในโรงพยาบาล
    สำหรับงานด้านวิศวกรรมความปลอดภัยในโรงพยาบาล จำต้องมีผู้ทำหน้าที่ควบคุม กำกับ ตรวจสอบ แก้ไขเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับความปลอดภัย ภายในโรงพยาบาล ซึ่งมีด้วยกัน 2 ระดับ คือ
    1. เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย (Safety Officer) ในที่นี้หมายถึง ผู้ที่ได้รับการฝึกอบรมด้านวิศวกรรม ความปลอดภัยในโรงพยาบาล และได้รับการแต่งตั้งจากผู้บริหาร ของโรงพยาบาล ให้ทำหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง กับการป้องกันอันตราย และคอยเสริมสร้างความปลอดภัย ภายในโรงพยาบาล
    2. ผู้ควบคุมงาน (Supervisors) ในที่นี้หมายถึง หัวหน้าซึ่งเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ ในงานนั้นๆ เช่น งานช่าง เป็นหัวหน้าช่าว งานในหอผู้ป่วย เป็นหัวหน้าหอผู้ป่วยนั้นๆ เป็นต้น
    การรายงานอุบัติเหตุ
    ในเบื้องต้นของแต่ละเหตุการณ์ ผู้ควบคุมงานจะต้องเป็นผู้รายงานในระดับต้น จากนั้นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย ก็จะต้องเข้าไปค้นหาสาเหตุ และหามาตรหารณ์ป้องกัน โดยทั่วไปต้องสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ครบ คือ มีใครบาดเจ็บ เมื่อไร ที่ไหน เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงเกิด เป็นต้น และที่สำคัญในการรายงาน ต้องให้ข้อเสนอแนะ สำหรับการแก้ไขป้องกัน และการวิเคราะห์สาเหตุของการเกิดเหตุนั้นๆ
    แนวทางการป้องกันความไม่ปลอดภัยต่างๆ
    ในการแก้ไขและป้องกันการเกิดอันตราย ส่งเสริมให้เกิดความปลอดภัยในที่ทำงาน ผู้บริหารควรมีนโยบาย หรือแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน โดยหลักการทั่วไปแล้ว ควรให้ความรู้ในเรื่อง ที่เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ดังนี้
  • ด้านกฎหมายความปลอดภัย
  • ด้านมาตรฐานความปลอดภัย
  • ด้านแนวทางวิธีการตรวจสอบ
  • ด้านการฝึกอบรม ด้านความปลอดภัย
  • ด้านการส่งเสริมสร้างทัศนคติที่ดี ต่อความปลอดภัย
  • ด้านการจัดมาตรการความปลอดภัย
  • ด้านการปรับปรุงสภาพการทำงาน และสิ่งแวดล้อม
  • ด้านการประกันการประสบอันตราย
  • ด้านการศึกษา เป็นต้น
    จะเห็นได้ว่า มีส่วนต่างๆ มากมายที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ในงานด้านความปลอดภัย ทั้งในโรงพยาบาล และนอกโรงพยาบาล แต่ในที่นี้จะขอกล่าว หรือแนะนำเฉพาะในส่วนของโรงพยาบาล ซึ่งควรให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ นอกจากจะมีส่วนช่วยการตัดไฟแต่ต้นลมแล้ว ยังช่วยแก้ปัญหาในด้าน การบริหารงานได้อย่างกว้างขวางด้วย ดังนั้น จึงขอสรุปแนวทางการป้องกันอุบัติเหตุ หรือความไม่ปลอดภัยในโรงพยาบาล ไว้ 4 ประเด็นหลัก ดังนี้
    1. ให้มีการออกกฎระเบียบ มาตรการ ที่ชัดเจน
    2. ให้มีการจัดทำมาตรฐานความปลอดภัยในทุกระบบ
    3. ให้มีการตรวจสอบ ค้นหา และป้องกัน โดยเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย
    4. ให้มีการอบรมด้านวิศวกรรมความปลอดภัย ให้แก่เจ้าหน้าที่ในทุกระดับ
    5. ให้มีแผนรองรับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข่อง เช่น แผนรองรับการเกิดอัคคีภัย เป็นต้น
    การจัดองค์กรความปลอดภัยในโรงพยาบาล
    การป้องกันการเกิดอันตราย ขึ้นภายในโรงพยาบาลด้วยวิธีการต่างๆ รวมทั้งการเสริมสร้างความปลอดภัยในโรงพยาบาล อย่างมีประสิทธิภาพ ทางด้านวิศวกรรมความปลอดภัย มักว่าด้วยหลักการ 3E เป็นหลัก โดยดำเนินการทั้ง 3 พร้อมๆ กัน อย่างเหมาะสม อันได้แก่
    1. Engineering (ความรู้ หรือวิชาทางด้านวิศวกรรม)
    2. Education (การให้การศึกษา อบรม สัมมนา)
    3. Enforcement (การออกกฎระเบียบข้อบังคับ)
    จะเห็นได้ว่า "Safety First" ในโรงพยาบาลก้าวไปได้ช้า หรือบางแห่งไม่เกิดขึ้นเลย เพราะความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ ยังอยู่ในวงแคบ โดยเฉพาะผู้บริหารโรงพยาบาลเอง ก็ยังไม่เห็นความสำคัญในเรื่องนี้มากนัก มองข้ามความสูญเสียอย่างมหาศาล ที่เกิดจากอุบัติเหตุ เจ้าหน้าที่ คนงาน ได้รับการศึกษาอบรมในด้านนี้น้อยมาก โดยมากทำงานอยู่กับสิ่ง หรือในสถานที่ที่สามารถก่อให้เกิดอันตราย ได้อย่างใหญ่หลวง โดยที่ไม่ทราบ ซึ่งจุดนี้เอง ที่ทำให้เกิดอันตรายมามากต่อมาก
    ดังนั้น การสร้างความปลอดภัย หรืองานด้านวิศวกรรมความปลอดภัยในโรงพยาบาล จะต้องเริ่มต้นที่ นโยบาย โดยการจัดให้มีระบบงาน และสิ่งแวดล้อมที่ดี ที่มีความปลอดภัยสูง ต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งออกมาตรการป้องกัน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยที่ยั่งยืน การจัดองค์กรความปลอดภัยในโรงพยาบาลที่ดี ควรมีขั้นตอนที่เป็นลำดับดังนี้
    1. จัดตั้งหน่วยงานรับผิดชอบ อธิเช่น คณะกรรมการดำเนินการเพื่อความปลอดภัย คณะกรรมการฝ่ายบริการเพื่อความปลอดภัย หรือในรูปของคณะกรรมการอะไรก็ตาม แต่ต้องมีบทบาทหน้าที่ ดำเนินการทางด้านความปลอดภัยในโรงพยาบาล โดยต้องมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย ประจำโรงพยาบาลที่เป็นตัวหลักในเรื่องนี้ ในฐานผู้ปฏิบัติ
    2. ค้นหาสาเหตุ การค้นหาสาเหตุก็ไม่จำเป็นที่จะค้นหาเฉพาะเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นแล้ว การค้นหาสาเหตุที่อาจนำไปสู่อันตราย ก็เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ที่เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยต้องดำเนินการ อย่างจริงจัง และต่อเนื่อง
    3. วิเคราะห์สาเหตุที่เกิดขึ้น อาจวิเคราะห์ด้วยตัวเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยเอง หรือประสานงานกับผู้ชำนาญการด้านนั้นๆ จาหน่วยงานอื่นก็ได้ แล้วแต่โอกาส และสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิด หรืออาจจะเกิด
    4. ออกมาตรการป้องกัน การออกมาตรการ หรือข้อกำหดนใดๆ ควรออกในรูปของคณะกรรมการ ระดับผู้บริหาร แต่เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย เป็นผู้วิเคราะห์และนำเสนอ
    5. นำมาตรการไปประยุกต์ใช้งาน เป็นการดำเนินการต่อเนื่อง จากข้อ 2-4 เพื่อนำข้อบกพร่องผิดพลาด หรือปรับปรุงสิ่งที่ดีกว่า เข้ามาแก้ไข ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ในการดำเนินงานด้านนี้เรื่อยไป ไม่สิ้นสุด
    หน้าที่ของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในโรงพยาบาล
    เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในโรงพยาบาล อาจจะมีหนุ่ง หรือสองคน หรือมากกว่า แล้วแต่สภาพงานของโรงพยาบาลนั้นๆ ว่ามีความเสี่ยง หรืออันตรายมากน้อยเพียงใด แต่บทบาทและหน้าที่ต่างๆ ของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในโรงพยาบาล อย่างน้อยต้องทำหน้าที่ดังต่อไปนี้
    1. รายงานสิ่งที่อาจนำมาซึ่งอันตราย ให้กับผู้ควบคุมงาน หรือเจ้าหน้าที่ทราบ ตามที่ได้ตรวจสอบพบ หรือคาดการณ์
    2. ทำรายงานจากการตรวจสอบความปลอดภัยเป็นระยะๆ โดยการบันทึกซึ่งสิ่งที่อาจเกิดอันตราย พร้อมข้อเสนอแนะวิธีการแก้ไขปรับปรุง
    3. เข้าถึงอุบัติเหตุทุกครั้งที่เกิด
    4. ประสานงานเกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับวิศวกรรมความปลอดภัยในโรงพยาบาล
    5. เก็บรวบรวมข้อมูล การเกิดอุบัติเหตุภายในโรงพยาบาล
    ระบบงานทางวิศวกรรมที่มีความเสี่ยงในโรงพยาบาล
    เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด ลดความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุในระบบต่างๆ ที่ใช้อยู่ในโรงพยาบาล การค้นหาความเสี่ยง โดยการตรวจสอบระบบต่างๆ เป็นประจำ และสม่ำเสมอ สามารถช่วยลดการอุบัติเหตุ หรืออันตราย ที่อาจเกิดต่อเจ้าหน้าที่ได้อย่างมาก จึงได้กำหนดแนวทางในการปฏิบัติ หรือป้องกันอันตราย เป็นระดับขั้นตอนดังนี้
    1. การจัดสภาพแวดล้อมของโรงพยาบาล ให้มีความปลอดภัย
    2. การจัดระบบ และกระบวนการทำงานที่มีความปลอดภัย
    3. การทำให้เครื่องมือต่างๆ ในโรงพยาบาลมีความปลอดภัย
    4. การออกแบบลักษณะการทำงานที่ปลอดภัย
    5. การฝึกอบรมการทำงานที่ปลอดภัย แก่เจ้าหน้าที่ หรือผู้ปฏิบัติงาน
    6. การปฏิบัติตามกฎระเบียบ วิธีการทำงานที่ปลอดภัย ที่ได้กำหนดไว้
    แนวทางการดำเนินงานด้านวิศวกรรม ความปลอดภัยเฉพาะด้าน
    ในการจัดการด้านวิศวกรรมความปลอดภัยในโรงพยาบาล ได้กำหนดระบบ หรือเครื่องมือที่จัดว่ามีความเสี่ยง ต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ภายในโรงพยาบาล ที่ต้องการสำรวจตรวจสอบไว้ด้วยกัน 7 ระบบดังนี้
    1. ระบบไฟฟ้า
    2. ระบบไอน้ำ
    3. ระบบไปป์ไลน์
    4. ระบบป้องกันอัคคีภัย
    5. ระบบปรับอากาศ และระบายอากาศ
    6. ระบบการเคลื่อนย้าย และขนส่ง
    7. ระบบสุขาภิบาล
    ก่อนการดำเนินการทุกครั้ง ควรจะมีการประชุมร่วม ระหว่างที่มวิศวกรที่เข้าทำการสำรวจ คณะกรรมการบริหารของโรงพยาบาล ที่รับผิดชอบ หัวหน้าตึก/อาคารทุกอาคาร เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยของโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ช่าง และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับทราบวัตถุประสงค์ ของการดำเนินการ เมื่อทีมวิศวกรตรวจสอบทำรายงาน วิเคราะห์สาเหตุ หรือข้อบกพร่องต่างๆ เสร็จ จะต้องประชุมร่วมกันอีกครั้ง เพื่อรับทราบผลสรุป ข้อเสนอแนะ แนวทางแก้ไขในส่วนที่บกพร่อง และต้องบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อเป็นหลักฐานของการตรวจสอบ และเป็นผลต่อการติดตาม และประเมินผลในครั้งต่อไป
    แนวทางการตรวจสอบระบบไฟฟ้า
    1. สภาพของสายส่งไฟฟ้าแรงสง เสา และอุปกรณ์ประกอบ
    2. สภาพของหม้อแปลงไฟฟ้า พร้อมอุปกรณ์ประกอบ
    3. สภาพของอุปกรณ์ตัดตอนไฟฟ้า
    4. สภาพของตู้ควบคุมไฟฟ้าหลัก
    5. สภาพของสายไฟฟ้าแรงต่ำ ที่เดินไปยังอาคาร
    6. สภาพของตู้ควบคุมไฟฟ้าประจำอาคารต่างๆ
    7. สภาพของอุปกรณ์ภายในตู้ควบคุม
    8. สภาพของสายไฟภายในอาคาร
    9. สภาพของอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น สวิทช์ ปลั๊ก ดวงโคม เป็นต้น
    10. สภาพของสายกราวด์ (สายดิน)
    11. ความพร้อมของระบบสำรองไฟฟ้า
    12. สภาพของจุดต่อสายต่างๆ
    13. การติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ในอาคาร / นอกอาคาร
    แนวทางการตรวจสอบระบบไอน้ำ
    1. สถานที่ติดตั้งหม้อน้ำ และอุปกรณ์แยกเป็นสัดส่วน ห่างจากเครื่องมือ หรืออุปกรณ์ต่างๆ ไม่น้อยกว่า 2.50 เมตร ตัวเครื่องกำเนิดห่างจากผนัง ไม่น้อยกว่า 1.50 เมตร
    2. ให้มีทางเข้าออกภายในห้องกำเนิดไอน้ำ ต้องไม่น้อยกว่า 2 ทาง
    3. ให้มีระบบไฟฟ้าแสงสว่างพอเพียง
    4. ให้มีโรงเรียนมีรากฐาน และโครงสร้างที่แข็งแรง
    5. ให้มีปล่องควันมั่นคงแข็งแรง
    6. ให้มีฉนวนที่หุ้มเปลือกหม้อน้ำ และท่อร้อน
    7. ให้ตรวจสอบอุปกรณ์ เพื่อความปลอดภัย และมาตรวัดต่างๆ ของหม้อน้ำอย่างสม่ำเสมอ
    8. การทำงานของอุปกรณ์เตือนภัยของเครื่อง
    9. ให้มีสถานที่เก็บน้ำมันเชื้อเพลิง ที่มาตรฐานปลอดภัย
    10. สภาพของส่วนระบายน้ำทิ้ง
    11. สภาพของเครื่องสูบน้ำเข้าหม้อน้ำ และอุปกรณ์
    12. สภาพของปลั๊กหลอมละลาย
    13. สภาพของเครื่องสูบน้ำเข้าหม้อน้ำ และอุปกรณ์
    14. สภาพของปลั๊กหลอมละลาย
    15. สภาพของท่อส่งไอน้ำ
    16. สภาพของท่อไฟฟ้าใหญ่
    17. สภาพของท่อไฟฟ้าเล็ก
    18. สภาพของผนังเตา
    19. สภาพของผนังด้านหน้า-หลัง
    20. สภาพของเหล็กยึดโยง
    21. สภาพของช่องมือลอด
    22. เครื่องสูบน้ำเข้าหม้อน้ำ
    23. การทำงานของสวิชท์ควบคุมแรงดัน
    24. สภาพของเครื่องควบคุมระดับน้ำ
    25. ความหนาของตะกรัน ไม่เกิน 1.5 มม.
    แนวทางการตรวจสอบระบบไปป์ไลน์
    1. สภาพของห้องควบคุมการจ่ายก๊าซ
    2. สภาพของชุดควบคุมการจ่ายก๊าซ พร้อมอุปกรณ์
    3. สภาพของถังบรรจุก๊าซ เช่น ท่อบรรจุออกซิเจน และถังออกซิเจนเหลว
    4. อุปกรณ์นิรภัยต่างๆ ของระบบ
    5. สภาพของทอ่ส่งก๊าซไปยังจุดใช้งาน
    6. สภาพของจุดใช้งาน
    7. สภาพของห้องเก็บท่อก๊าซ
    8. ระบบสัญญาณเตือนต่างๆ
    9. ป้ายเตือนอันตรายต่างๆ
    10. ระหัสและโคตสีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
    11. เครื่องมือที่ใช้กับระบบก๊าซ
    12. สภาพของจุดใช้ก๊าซต่างๆ
    แนวทางการตรวจสอบระบบป้องกันอัคคีภัย
    1. สภาพของระบบสัญญาณแจ้งเหตุ
    2. สภาพของถังดับเพลิง
    3. ป้ายเตือนต่างๆ
    4. การกำหนดช่องทางหนีไฟ
    5. ช่องทางระบายควัน
    6. สภาพของอุปกรณ์ตรวจจับเพลิงไหม้
    7. ความพร้อมของอุปกรณ์ ที่ใช้ในการดับเพลิง
    8. ความพร้อมของระบบดับเพลิงด้วยน้ำ
    9. สภาพของเครื่องสูบน้ำดับเพลิง พร้อมท่อส่งน้ำ และอุปกรณ์
    10. การทดสอบอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัย
    11. มีการซ้อมแผนที่เกี่ยวกับอัคคีภัยหรือไม่
    แนวทางการตรวจสอบระบบปรับอากาศ และระบายอากาศ
    1. ให้มีการใช้ระบบปรับอากาศ ได้ตรงตามวัตถุประสงค์
    2. ให้มีการนำอากาศดีภายนอก เข้ามาเจือปน ทดแทนอากาศภายในห้องที่ปฏิบัติงาน
    3. ให้มีการป้องกันเสียง การสั่นสะเทือน การส่งกลิ่น
    4. ให้มีการติดตั้งระบบที่สามารถทำการทำนุบำรุง รักษาได้ง่าย
    5. ให้มีการป้องกัน มิให้ไฟลุกลามไปตรงบริเวณผนัง ฝ้า เพดาน พื้น หรือวัสดุอุปกรณ์ใดๆ ที่ติดตั้งผ่านบริเวณนั้น
    6. ให้หยุดเครื่องปรับอากาศ เมื่อเกิดเพลิงไหม้ในอาคาร
    7. ให้มีการควบคุมควันในห้อง หรืออาคาร โดยการระบายออก โดยไม่เป็นการเติมอากาศให้กับ ส่วนที่กำลังเกิดเพลิงไหม้
    แนวทางการตรวจสอบระบบลิฟท์
    1. สภาพของห้องโดยสาร ปุ่มกดต่างๆ ตัวเลขแสดงชิ้น
    2. สภาพของห้องเครื่อง การระบายอากาศ อุณหภูมิ
    3. สภาพของการทำงานของชุดขับเคลื่อน
    4. ระบบเตือนภัย
    5. ระบบป้องกันอันตราย
    6. ชุดควบคุมการทำงาน
    7. ระบบเบรก
    8. ระบบแสงสว่างภายในห้องโดยสาร และห้องเครื่อง
    9. สภาพของช่องปล่องลิฟท์
    10. สภาพของสายสลิง
    11. สภาพของการหล่อลื่นระบบ
    12. สภาพของตู้ควบคุมไฟฟ้า
    13. การติดต่อสื่อสาร กรณีลิฟท์ติด
    14. แบตเตอรี่สำรองไฟ
    แนวทางการตรวจสอบระบบสุขาภิบาล
    1. สภาพของระบบบำบัดน้ำเสีย
    2. สภาพของระบบเตาเผาขยะ
    3. สภาพของระบบท่อระบายน้ำ
    4. สภาพของระบบน้ำประปา
    5. สภาพของระบบน้ำร้อน
    การรายงานผลการตรวจสอบ แนวทางในการรายงานผลการตรวจสอบ สามารถกระทำได้หลายวิธี แต่สิ่งที่สำคัญ และควรจะอยู่ในใบรายงาน ควรประกอบไปด้วย
    1. วัน เดือน ปี ที่ทำการตรวจสอบ
    2. จุด หรือสถานที่นั้นๆ ทำการตรวจสอบ
    3. สิ่งที่ตรวจพบ (ที่ไม่ปลอดภัย หรืออาจเกิดความไม่ปลอดภัยในอนาคต)
    4. การวิเคราะห์หาสาเหตุสิ่งผิดปกติ หรือไม่ปลอดภัย
    5. แนวทางการแก้ไข (วิธีการ, ระยะเวลา, ใครควรเป็นผู้แก้ไข, งบประมาณ ฯลฯ)
    6. ข้อเสนอแนะ
    7. ผู้ทำการตรวจสอบ
    การประเมินผลด้านวิศวกรรมความปลอดภัยในโรงพยาบาล ในการที่จะมีการประเมินผลการดำเนินการ เกี่ยวกับความปลอดภัยในโรงพยาบาล ควรมีองค์ประกอบในการพิจารณา ดังนี้
    1. ประเมินจากเป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ มีความคืบหน้าอะไรบ้าง ที่จะนำไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์
    2. ประเมินความก้าวหน้าของเจ้าหน้าที่ เช่น ด้านความรู้ด้านความปลอดภัย
    3. ประเมินด้วยการตรวจสอบ เช่น จากผลการตรวจสอบได้ผลหรือไม่ หรือการตรวจดูสภาพทั่วไปในโรงพยาบาล
    4. ประเมินจากกฎ ระเบียบต่างๆ ที่ออกเพื่อความปลอดภัย
    5. ประเมินจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หรือจากประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่
    6. ประเมินจากผู้ที่มาใช้บริการของโรงพยาบาล หรือจากผู้ป่วย หรือข้อเสนอแนะต่างๆ