หน้าหลัก
Health
Lady & Gentleman
WebBoard
Health Digit
Blood Test
Safety First
Diseases
Sex Edu.
ศูนย์บริการสุขภาพเคลื่อนที่  โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  กรมแพทย์ทหารเรือ  โทรศัพท์ภายใน : 3287, 3411, 3412  โทรศัพท์ภายนอก : 038-244101-2  โทรสารภายนอก : 038-244101  E-mail : Sirikithosp@yahoo.com
นโยบาย
กิจกรรม
ขั้นตอนตรวจ
ทีมงาน
สายบริหาร
ข้อควรปฏิบัติ
ราชการ
สาระน่ารู้
สิทธิพิเศษ
ประโยชน์
การตรวจเลือด
ประโยชน์  ทำให้ทราบถึงสภาวะสุขภาพของ ร่างกายและความเสี่ยงต่อการเกิดโรค ซึ่งจะมีประโยชน์ ในการป้องกันและรักษาโรคต่างๆ เช่น การตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัย โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคเก๊าท์ โรคตับ โรคไต และโรคเลือด เป็นต้น คนที่ไม่มีอาการเจ็บป่วยควรได้รับการตรวจเลือดเป็นประจำปีละ 1-2 ครั้ง เพื่อค้นหาความผิดปกติในระยะแรกเริ่ม ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับการป้องกันและรักษาโรคได้ทันการ
เตรียมตัวอย่างไรก่อนเจาะเลือด  เนื่องจากอาหารที่รับประทานมีผลทำให้การตรวจ วัดระดับสารชีวเคมีในเลือดหลายชนิดไม่ถูกต้อง เช่น กลูโคส กรดยูริค โคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ ดังนั้นการวัดปริมาณสารชีวเคมี ในเลือด จึงมีความจำเป็นต้องงดอาหารประมาณ 8 ถึง 12 ชั่วโมงก่อนเจาะเลือด คืองดอาหารเช้า ระหว่างนี้ดื่มน้ำเปล่าได้เล็กน้อย ควรจะตรวจในตอนเช้า การตรวจบางชนิดไม่ต้องงดอาหาร เช่น การตรวจทาง โลหิตวิทยา การตรวจการทำงานของตับ ไต และการตรวจมะเร็ง เป็นต้น ปริมาณเลือดเพียง 5-10 ซีซี สามารถตรวจวินิจฉัยโรคได้มากมาย
โลหิตวิทยาคืออะไร  การตรวจทางโลหิตวิทยาขั้นพื้นฐาน เรียกชื่อย่อว่าซีบีซี (CBC, complete blood count) ประกอบด้วย การตรวจความเข้มข้น ของเลือดเพื่อดูภาวะโลหิตจางการตรวจนับจำนวนเม็ดเลือดแดง และเม็ดเลือดขาวและการตรวจดูรูปร่างลักษณะของเม็ดเลือดเป็น การตรวจเบื้องต้นเพื่อดูภาวะทั่วไปของร่างกาย ถ้าตรวจพบความผิดปกติแพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัยอย่างอื่นต่อไป
น้ำตาลในเลือดคืออะไร  กลูโคส (Glucose) เป็นน้ำตาลที่มีอยู่ในเลือดเป็นส่วนใหญ่ และ ร่างกายใช้ในการสร้างพลังงาน ในคนปกติที่มีระบบควบคุมกลูโคสปกติ ร่างกายจะเปลี่ยนน้ำตาลส่วนที่เหลือไปเป็นสารอื่น เช่น ไขมัน ดังนั้นการรับประทานของหวานจะทำให้อ้วน คนเราเมื่อมีอายุมากขึ้น อวัยวะในร่างกายจะเกิดการเสื่อมสมรรถภาพ ทำให้ระบบควบคุมกลูโคสผิดปกติ จะมีปริมาณกลูโคสในเลือดเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งถ้าสูงกว่า 180 mg/dL ก็จะมีน้ำตาลล้นออกมาทางปัสสาวะเราจึงเรียกว่า“เบาหวาน”
เป็นโรคเบาหวานแล้วจะทำอย่างไร  โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง ผู้ป่วยที่ไม่ดูแลรักษาตนเอง โดยการควบคุมระดับกลูโคสในเลือดให้ดีจะเป็นโรคอื่น ต่อไปได้ง่าย เช่น ติดเชื้อง่าย เป็นแผลแล้วหายยาก ตาบอด หลอดเลือดผิดปกติ หรือเป็นโรคไต เป็นต้น ดังนั้นผู้ที่เป็นเบาหวานต้องไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งแพทย์จะสั่งตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือดเพื่อดูว่า ควบคุมระดับน้ำตาลดีหรือไม่ และปฏิบัติตนตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด ก็จะมีชีวิตยืนยาวเช่นเดียวกับคนปกติ
การตรวจวินิจฉัยโรคเบาหวานทำอย่างไร  การตรวจวินิจฉัยโรคเบาหวานทำได้โดยการตรวจหาระดับน้ำตาล ในเลือดโดยการงดอาหารก่อนตรวจคนปกติเมื่องดอาหารเช้า จะมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดไม่เกิน 110 mg/dL ถ้าตรวจพบว่ามีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติควรปรึกษาแพทย์เพื่อ ทำการตรวจวินิจฉัยต่อไป ผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ควรตรวจน้ำตาล ในเลือดปีละ 1-2 ครั้ง เพื่อที่จะตรวจพบโรคเบาหวานแต่เนิ่น ๆ และรักษา ได้ทันท่วงที ก่อนที่จะมีโรคแทรกอื่น ๆ ที่ร้ายแรง
ไขมันในเลือดคืออะไร  ไขมันในเลือดมีหลายชนิด ได้แก่ โคเลสเตอรอล ไตรกลีเซอร์ไรด์ และแอลดีแอล ไขมัน 3 ชนิดนี้ ควรมีระดับต่ำ ส่วนไขมันอีกชนิดหนึ่ง คือ เอชดีแอล ควรมีระดับสูง เพราะเป็นไขมันชนิดที่ช่วยทำลาย ไขมัน โคเลสเตอรอลในเลือด ไขมันในเลือดมาจากอาหารและร่างกายสังเคราะห์ได้เอง การมีไขมันในเลือดสูงเป็นสาเหตุอย่างหนึ่งที่ทำให้หลอด เลือดตีบและแข็ง ถ้ามีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ร่วมด้วยเช่น อ้วน ความดันสูง และสูบบุหรี่ จะทำให้เกิดโรคหัวใจ อัมพาต หรือเสียชีวิต ผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไปควรตรวจหาปริมาณ ไขมันในเลือดปีละ 1-2 ครั้ง ควรปฏิบัติตนให้มีระดับไขมัน โคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ ไม่เกิน 200 mg/dl ไขมันแอลดีแอลไม่เกิน 120 mg/dL ส่วนไขมันเอชดีแอลควรสูงกว่า 50 mg/dL ถ้าพบว่ามีไขมันในเลือดสูงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง เช่น อาหารทะเล (ยกเว้นปลา) เครื่องในสัตว์ เนื้อติดมัน ขนมหวาน กะทิ มะพร้าว ควรรับประทานผลไม้ และผักมาก ๆ รวมทั้งออกกำลังกาย เช่น เดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน ซึ่งจะช่วยให้ไขมัน 3 ชนิดลดลง คือ โคเลสเตอรอล ไตรกลีเซอร์ไรด์ และแอลดีแอล ส่วนเอชดีแอลจะสูงขึ้น เป็นสิ่งบ่งชี้ที่ดี
ตรวจการทำงานของตับตรวจได้อย่างไร  ตับมีหน้าที่สร้างสารชีวเคมีเพื่อใช้ในร่างกาย และ ทำลายสารที่ร่างกายไม่ต้องการ ตับประกอบด้วยเซลล์ 2 ชนิด คือ เซลล์ตับและเซลล์ท่อน้ำดี การตรวจการ ทำงานของตับ ทำได้โดยการตรวจหาสารที่เซลล์ตับสร้างขึ้น คือ เอ เอส ที(AST หรือ SGOT) และ เอแอลที (ALT หรือ SGPT) และสารที่ท่อน้ำดีสร้างขึ้นคือ อัลคาไลน์ฟอสฟาเทส (ALP)
  • ในภาวะที่ ตับทำงานปกติ จะมี AST,ALT,ALP ในระดับต่ำมาก
  • ถ้า ตับทำงานผิดปกติ ซึ่งจะเกิดขึ้นด้วยสาเหตุใดก็ตาม เช่น เป็นโรคเกี่ยวกับท่อน้ำดี ตับอักเสบ ตับแข็ง และมะเร็งตับ จะทำให ้ AST, ALT, ALP ในเลือดสูงขึ้น
    ผู้ป่วยโรคตับมักมีอาการ ตาเหลือง ตัวเหลือง เรียกว่าดีซ่าน (jaundice)ซึ่งเกิดจากสารที่เรียกว่าบิลิรูบิน(bilirubin)มีปริมาณสูงขึ้น เพราะตับไม่สามารถทำลายและกำจัดออกไปได้
  • ตรวจการทำงานของไตตรวจได้อย่างไร  ไตมีหน้าที่กำจัดสารที่ร่างกายไม่ต้องการออกไป เช่น ยูเรียไนโตรเจน (BUN), ครีอาตินีน (creatinine) และกรดยูริค (uric acid) เป็นต้น ถ้าไตผิดปกติ การขับถ่ายสารลดลง จะทำให้มีสารเหล่านี้ค้างอยู่ในเลือดปริมาณสูงขึ้น ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย ผู้ป่วยที่เป็นโรคไตขั้นรุนแรง ไตไม่สามารถกำจัดของเสียออกจากร่างกายได้ ต้องอาศัยไตเทียมช่วยกำจัดเพื่อให้มีชีวิตอยู่ได้ สำหรับกรดยูริค ถ้ามีปริมาณในเลือดสูงมาก จะไปตกผลึกอยู่ในข้อนิ้วมือนิ้วเท้าเกิดอาการข้ออักเสบเรียกว่า โรคเกาท์ (Gout)
    มะเร็ง…. ตรวจได้อย่างไร  การตรวจเลือดเพื่อค้นหามะเร็ง ใช้วิธีตรวจหาสารที่เซลล์มะเร็งสร้างขึ้น เรียกว่า Tumor Markers ซึ่งมี หลายชนิด ได้แก่
    AFP (Alpha1 – Fetoprotein) เป็นสารที่ร่างกายสร้างขึ้น ในภาวะปกติมีระดับต่ำมาก และจะเพิ่มสูงขึ้นเมื่อตั้งครรภ์ แต่ถ้ามีความผิดปกติของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการสร้าง AFP เช่น ตับ ค่าจะเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น AFP จึงมีประโยชน์ในการช่วยวินิจฉัยภาวะความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตับ อาทิ ตับอักเสบ ตับแข็ง และมะเร็งตับ ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังอาจพบ AFP ในระดับสูง ๆ ได้ในมะเร็งตับอ่อน มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ รวมถึงมะเร็งของอัณฑะและรังไข่ได้อีกด้วย
    CEA (Carcinoembryonic Antigen) เป็นสารที่ร่างกายสร้างขึ้น ในภาวะปกติมีระดับต่ำมาก การที่ตรวจพบ CEA ระดับสูงกว่าปกติ สามารถบ่งบอกถึงมะเร็งของหลายอวัยวะ เช่น มะเร็งระบบทางเดินอาหาร มะเร็งตับอ่อน รวมถึงมะเร็งปอดด้วย นอกจากนี้ยังพบ CEA สูงในภาวะอื่นที่ไม่ใช่มะเร็ง เช่น ความผิดปกติของตับ หรือระบบการย่อยอาหารเป็นต้น จะเห็นได้ว่าการตรวจ CEA มีประโยชน์กว้างขวางมาก เพราะสามารถบ่งบอกความผิดปกติได้หลายอวัยวะ แต่ที่สำคัญคือบ่งบอกถึงการเกิดมะเร็งของสำไส้ใหญ่และทวารหนัก
    PSA (Prostate Specific Antigen) เป็นสารที่สร้างจากต่อมลูกหมาในภาวะปกติตรวจไม่พบ PSA ในเลือด ระดับ PSA ในเลือดจะสูงขึ้น เมื่อเป็นมะเร็งของต่อมลูกหมาก ต่อมลูกหมากโต และต่อมลูกหมากอักเสบ เพศชายที่มีอายุมากกว่า 50 ปี มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก PSA สามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้มะเร็งชนิดนี้ได้