ตลอดเวลา 30 ปีที่ผ่านมาเด็กหญิงเกิดในสัดส่วนน้อยลงเรื่อยๆ และน้อยกว่าเด็กผู้ชายราวร้อยละ 3-6 แต่เพศหญิงกลับมีจำนวยประชากรโดยรวมมากกว่าชาย โดยเมื่อพิจารณาสัดส่วนชายหญิงในแต่ละกลุ่มอายุจะพบว่า ช่วงอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 15 ปี จำนวยเด็กหญิงน้อยกว่าเด็กชาย แต่หลังจากนั้นประชากรหญิงจะมีจำนวนมากกว่าประชากรภายในทุกกลุ่มอายุไปจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต สะท้อนให้เห็นว่าหญิงมีภาวะอยู่รอดชีพมากกว่าชายเมื่อมีอายุมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาสุขภาพของเพศหญิงตลอดช่วงชีวิตกลับพบว่าเพศหญิงต้องเผชิญภาวะความเจ็บป่วยจากหลายสาเหตุด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บป่วยที่เกิดจากสภาวะธรรมชาติของร่างกายซึ่งเริ่มตั้งแต่มีประจำเดือนไปจนหมดประจำเดือนความเจ็บป่วยที่เกิดจากพฤติกรรมการดำรงชีวิต ความเจ็บป่วยซึ่งเกิดจากการทำงาน และความเจ็บป่วยซึ่งเกิดจากความรุนแรงทุกรูปแบบในสังคม ภาวะความเจ็บป่วยเหล่านี้ได้คุกคามสุขภาพของเพศหญิงทั้งกายและใจ อัตราการอยู่รอดชีพของเพศหญิงซึ่งมีจำนวนมากกว่าชายจึงไม่ได้หมายความว่า คุณภาพชีวิตของเพศหญิงจะดีกว่าเพศชายเท่าใดนัก
ภาวะ การตาย
รายงานของกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า เมื่อปี 2541 หญิงไทยเสียชีวิตมากที่สุดจากโรคระบบไหลเวียนเลือด โรคมะเร็ง โรคติดเชื้อ โรคเบาหวานและสาเหตุจากภายนอก อาทิ อุบัติเหตุจราจร ฆ่าตัวตาย หรือถูกฆาตกรรม โดยสาเหตุการตายดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับช่วงอายุคือ ในช่วงวัยรุ่นจนถึงวันผู้ใหญ่ เพศหญิงเสียชีวิตด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทางเพศความประมาทและความเครียดมากที่สุดคือ โรคเอดส์ อุบัติเหตุจราจรทางบก และฆ่าตัวตาย หลังจากย่างเข้าสู่วัยผู้ใหญ่จนถึงวัยสูงอายุจะเสียชีวิตด้วยโรคเรื้อรังคือ โรคระบบไหลเวียนเลือด โรคมะเร็งโดยเฉพาะมะเร็งตับ มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งปอด โรคระบบทางเดินหายใจส่วนล่างโดยเฉพาะโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และโรคเบาหวาน
ภาวะสุขภาพ
เนื่องจากภาวะสุขภาพของสตรีมีความสัมพันธ์โดยตรงกับภาวะของวัยเจริญพันธุ์ โดยอายุที่เริ่มมีประจำเดือนครั้งแรกมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมทางเพศ และส่งผลสืบเนื่องถึงภาวะสุขภาพอื่นๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นการตั้งครรภ์ การคลอด การทำแท้ง และการติดเชื้อจากเพศสัมพันธ์ ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ในกลุ่มวัยรุ่นจนถึงวัยผู้ใหญ่
ประจำเดือนและเพศสัมพันธ์ครั้งแรก
จากการศึกษาพบว่าผู้หญิงในปัจจุบันมีอายุเฉลี่ยของการมีประจำเดือนครั้งแรกที่ 12.51 ปีเร็วกว่าหญิงไทยในยุค 20 ปีก่อน 1-2 ปี เมื่อเปรียบเทียบอายุของการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกของผู้หญิงในปัจจุบันกับในอดีตจะพบว่าผู้หญิงมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกเฉลี่ยเมื่ออายุ 13-15 ปี เร็วกว่าผู้หญิงยุค 20 ปีก่อนถึง 3-4 ปี
นอกจากนี้ จากการสำรวจสัดส่วนการมีคู่สัมพันธ์ทางเพศในรอบ 1 ปีพบข้อมูลที่น่าตกใจว่า อายุของผู้หญิงที่มีคู่สัมพันธ์ทางเพศมากกว่า 1 คนในรอบปีคือ กลุ่มสตรีที่มีอายุน้อยที่สุด!(อายุ 13-19 ปี)
ข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าสตรีวัยรุ่นเป็นกลุ่มที่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศค่อนข้างสูง เนื่องจากเป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็นในกิจกรรมทางเพศแต่ยังขาดความรู้ความเข้าใจในการป้องกันตนเองจากโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์และการวางแผนครอบครัวที่ถูกต้อง ซึ่งอาจเป็นเหตุให้เกิดการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ นำไปสู่การทำแท้งแบบผิดกฎหมาย และปัญหาสุขภาพสืบเนื่องตามมาอีกมากมาย
การคุมกำเนิด
จากการสำรวจภาวะสุขภาพปี พ.ศ. 2539-2540 พบว่าสตรีที่มีอัตราคุมกำเนิดมากที่สุด คือ กลุ่มอายุ 25-39 ปีรองลงมาคืออายุ 13-24 ปี ส่วนสตีอายุ 40 ปีขึ้นไปมีอัตราคุมกำเนิดน้อยที่สุด
ปัจจุบันวิธีการคุมกำเนิดส่วนใหญ่กระทำโดยสตรีคือ ยาเม็ดคุมกำเนิด หมันหญิง ยาฉีดคุมกำเนิด ห่วงอนามัย และยาฝังคุมกำเนิด การคุมกำเนิดเหล่านี้ก่อให้เกิดผลข้างเคียงบ้าง เช่น เลือดออกกะปริกระปรอย คลื่นไส้ อาเจียน เป็นฝ้า ปวดท้อง และคันในช่องคลอด
การตั้งครรภ ์
ปัญหาสุขภาพระหว่างตั้งครรภ์ที่สำคัญที่สุดคือ ภาวะโลหิตจาง ซึ่งเป็นปัญหาแทรกซ้อนที่ทำให้มารดาและทารกเป็นอันตรายจนถึงเสียชีวิต เนื่องจากปัญหานี้สามารถป้องกันได้โดยรับประทานแคลเซียมและเหล็ก แต่จากการศึกษาพบว่า หญิงตั้งครรภ์ส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นรับประทานสารอาหารชนิดอื่น แต่ละเลยแคลเซียมและเหล็ก โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครและภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งพบอัตราโลหิตจางสูงสุด
การแท้งบุตร
เครือข่ายผู้หญิงกับสุขภาพประมาณว่าในปัจจุบันมีผู้ทำแท้งสูงถึงปีละ 300,000 คนหรือราวร้อยละ 30 ของจำนวนคลอดทั้งหมด โดยการทำแท้งส่วนใหญ่กระทำด้วยวิธีไม่ถูกต้อง ซึ่งก่อนให้เกิดความเสี่ยงต่ออาการแทรกซ้อนที่ตามมาภายหลัง เช่น การตกเลือดผิดปกติ การช็อกการตกเลือด เยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบ และอีกหลายอาการ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาที่ค่อนข้างสูง
ข้อมูลจากโรงพยาบาลราชวิธีเพียงแห่งเดียวเมื่อปี 2536 พบว่าแพทย์ต้องรักษาการตกเลือดและรกค้างจากการทำแท้งที่ผิดกฎหมายจำนวนมากถึง 566 รายโดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่นที่มีอายุระหว่าง 147-20 ปี และข้อมูลจากสำรวจภาวะสุขภาพในปี พ.ศ.2539-2540 ยังชี้ว่าสตรีในกรุงเทพมหานครและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอัตราการทำแท้งสูงที่สุด
ปัญหาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าวัยรุ่นหญิงในปัจจุบันมีความสัมพันธ์ทางเพศในวัยเรียนค่อนข้างสูงแต่ยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการคุมกำเนิดที่ถูกต้อง
การคลอด
ปัจจุบันปัญหาการตายของมารดาและทารกจากการคลอดบุตรจะลดลงมาก ทั้งๆ ที่ปัญหานี้เคยเป็นปัญหาระดับชาติ เนื่องจากการคลอดส่วนใหญ่เกิดขึ้นในสภานพยาบาลซึ่งได้รับการดูแลจากแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่ผู้มีความรู้และทักษะอย่าดี ทว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยกลับต้องเผชิญกับปัญหาการคลอดในประเด็นใหม่ซึ่งกำลังจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ต่อไปคือ อัตราการผ่าตัดคลอดโดยไม่จำเป็นในโรงพยาบาลมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในโรงพยาบาลเอกชน และนกลุ่มสตรีที่มีการศึกษาและฐานะปานกลางขึ้นไป
เนื่องจากการผ่าตัดคลอดในปัจจุบันแม้ว่าจะมีความปลอดภัยสูง แต่หากการคลอดเกิดขึ้นโดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ว่าจำเป็นต้องผ่าตัดเพื่อช่วยชีวิตแม่และเด็ก ความเสี่ยงต่อการตายของมารดาจะมากกว่าการคลอดตามธรรมชาติถึง 6 เท่า และมีค่าใช้จ่ายที่เกิดจำเป็นสูงมาก ปัญหาการคลอดบุตรอาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทยซึ่งแก้ไขได้ยากยิ่งเพราะการผ่าตัดคลอดเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจการแพทย์ซึ่งมีเงินหมุนเวียนปีละหลายร้อยล้านบาท
โรคที่คุกคามสตรี
แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โรคมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์ และการใช้ฮอร์โมนทดแทน
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จากการสำรวจเมื่อ พ.ศ. 2538-2539 พบว่าสถานการณ์การติดเชื้อเอดส์ของหญิงขายบริหารในสถานบริการดีขึ้น แต่หญิงขายบริการในลักษณะบริการแอบแฝงและสตรีตั้งครรภ์กลับน่าวิตกเพราะมีจำนวยติดเชื้อเอดส์เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่าเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี และผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปเริ่มมีตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าปัจจุบันโรคเอดส์กำลังคืบคลานเข้าสู่ครอบครัวมากขึ้นเรื่อยๆ
โรคมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์ โรคมะเร็งที่พบมากที่สุดในกลุ่มสตรีวัยแรงงานคือ มะเร็งปากมดลูก รองลงมาคือ มะเร็งเต้านม และมะเร็งรังไข่ มะเร็งทั้ง 2 ชนิดเป็นระยะ แต่จากการสำรวจพบว่ามีสตรีเพียงร้อยละ 34.3 เท่านั้นที่เคยตรวจเต้านมตัวเอง สะท้อนให้เห็นว่าสตรีไทยยังใส่ใจในเรื่องนี้ไม่มากเท่าที่ควร
การใช้ฮอร์โมนทดแทน นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2533 เป็นต้นมา สตรีไทยในช่วงอายุ 45 ปีขึ้นไปใช้ฮอร์โมนทดแทนเพื่อลดอาการไม่สบายจากภาวะหมดประจำเดือนสูงขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้จากตัวเลขการซื้อฮอร์โมนชนิดนี้จากต่างประเทศเมื่อปี 2541 เป็นเงินถึง 172 ล้านบาท มีรายงานว่าการใช้ยาดังกล่าวเป็นระยะเวลานานเกิน 5 ปีอาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์โรคของตับและถุงน้ำดี และอื่นๆ จึงน่าเป็นห่วงว่าขณะที่ยังไม่มีรายงานการศึกษาผลดีผลเสียของการใช้ฮอร์โมนชนิดนี้อย่างแน่ชัด ประชาชนกลับใช้ฮอร์โมนชนิดนี้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ภาครัฐเป็นผู้มี มีส่วนในการสนับสนุนให้ใช้ฮอร์โมนทดแทน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนตกเป็นเหยื่อของนโยบายที่ไม่รอบคอบเหมือนเช่นอดีตทีผ่านมาอีกเช่นเคย
ความรุนแรงต่อสตรี
ความรุนแรงต่อสตรีในสังคมไทยมี 4 ประเภทใหญ่ๆ คือ (1) ความรุนแรงทางเพศตั้งแต่การข่มขืน รุมโทรม และถูกฆ่าทิ้งอย่างทารุณ (2) การเลือกปฏิบัติต่อเด็กผู้หญิงในตลาดแรงงาน เด็กหญิงมักได้รับค่าแรงต่ำกว่าเด็กชายในงานประเภทเดียวกัน (3) การบังคับประเวณีและการค้าหญิงข้ามชาติ ซึ่งเป็นการทารุณทั้งร่างกายและจิตใจ รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ และ (4) ความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งผู้หญิงมักถูกสามีทำร้ายร่างกายและจิตใจด้วยการกระทำและคำพูดที่รุนแรง
ความรุนแรงทั้งหมดนี้ดำรงอยู่ในสังคมไทยมายาวนาน และจะยังดำรงอยู่ต่อไปตราบเท่าที่สังคมไทยไม่ตระหนักถึงปัญหานี้และหาทางแก้ไขอย่างจริงจัง
โรคภัยจากการทำงาน
ปัจจุบันกลุ่มสตรีที่มีปัญหาโรคจากการทำงานมากที่สุดคือ สตรีในภาคเกษตรกรรมซึ่งมักเจ็บป่วยด้วยโรคสารพิษกำจัดศัตรูพืช และสตรีในภาคอุตสาหกรรมซึ่งอาการเจ็บป่วยขึ้นอยู่กับประเภทของโรงงานเช่น โรคบิสซิโนซิส เกิดจากการสูดดมฝุ่นฝ้ายในโรงงานทอผ้า หรือสารตะกั่วในเลือดสูง เป็นต้น
เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีการศึกษาน้อยและฐานะยากจน เมื่อเจ็บป่วยจึงมักไม่มีหลักประกันด้านสุขภาพหรือแรงงานแต่อย่างใด การแก้ปัญหาสตรีในกลุ่มนี้จึงควรแก้ทั้ง 2 ทาง คือป้องกันไม่ให้เกิดความเจ็บป่วย และเพิ่มหลักประกันสุขภาพให้มากขึ้น เพื่อขจัดความเครียดจากปัญหาความไม่มั่นคงในชีวิต
จากสถานการณ์สุขภาพของสตรีที่กล่าวมาจะพบว่า ปัจจุบันสตรีไทยกำลังเผชิญภาวะความเสี่ยงต่อโรคที่คุกคามสุขภาพกายและใจจากทุกทิศทาง หากสังเกตต้นเหตุของความเจ็บป่วยจะพบว่าหลายโรคป้องกันได้ไม่ว่าจะเป็นโรคติดต่อเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์โรคจากการทำงาน รวมทั้งความรุนแรงทุกประเภท คำถามก็คือเราจะปล่อยให้โรคภัยเหล่านี้คุกคามสุขภาพกายและใจของสตรีไทยต่อไป หรือควรหาทางป้องกันแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อให้สตรีไทยผู้เป็นกำลังสำคัญของครอบครัวดำรงชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข
|