หน้าหลัก
Health
Lady & Gentleman
WebBoard
Health Digit
Blood Test
Safety First
Diseases
Sex Edu.
ศูนย์บริการสุขภาพเคลื่อนที่  โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  กรมแพทย์ทหารเรือ  โทรศัพท์ภายใน : 3287, 3411, 3412  โทรศัพท์ภายนอก : 038-244101-2  โทรสารภายนอก : 038-244101  E-mail : Sirikithosp@yahoo.com
นโยบาย
กิจกรรม
ขั้นตอนตรวจ
ทีมงาน
สายบริหาร
ข้อควรปฏิบัติ
ราชการ
สาระน่ารู้
สิทธิพิเศษ
ประโยชน์
  ตรวจสุขภาพประจำปี...ได้และดีอย่างไร...?  
  ตรวจร่างกายโดยแพทย์  
การพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพ แม้ว่าคุณจะดูแลสุขภาพของคุณอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม ยังมีความจำเป็นสำหรับคนบางประเภทที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคสูง สมควรที่จะได้พบกับแพทย์เพื่อตรวจร่างกายและเจาะเลือด สภานพยาบาลหลายแห่งจึงจัดรายการตรวจสุขภาพ ทั้งการตรวจหาโรคหัวใจ การตรวจหาโรคมะเร็งซึ่งการตรวจบางอย่างเกินความจำเป็น
ควรจะตรวจสุขภาพตั้งแต่อายุเท่าใด ในความเป็นจริงเราเริ่มต้นตรวจสุขภาพตั้งแต่แรกเกิดเลย จะเห็นได้ว่าหลังจากคลอดคุณหมอจะนัดพาเด็กไปตรวจสุขภาพชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง วัดรอบศีรษะและฉีดวัคซีนป้องกันโรค แต่สำหรับผู้ใหญ่ที่แข็งแรง ไม่มีโรคทางกรรมพันธุ์ในครอบครัวก็อาจจะจะเริ่มต้นตรวจเมื่ออายุ 35 ปีแต่หากคุณเป็นคนอ้วน มีประวัติเบาหวานในครอบครัว ประวัติโรคหลอดเลือดหัวใจของญาติสายตรง ไขมันสูงในครอบครัวหรือเจ็บป่วยบ่อยก็อาจจะเริ่มต้นตรวจที่อายุน้อยกว่านี้บางประเทศเช่นในอเมริกาแนะนำให้ตรวจไขมันในเลือดตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป ส่วนเรื่องความถี่ก็ขึ้นกับสิ่งที่ตรวจพบหากพบว่ามีโรคหรือเสี่ยงต่อการเกิดโรคก็อาจจะต้องตรวจถี่ หากไม่เสี่ยงก็อาจจะตรวจทุก 3-5 ปี
จะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง หากต้องการเจาะเลือดควรจะงดอาหารไปอย่างน้อย 8 ชั่วโมงหากต้องการตรวจไขมันในเลือดควรจะงดอาหาร 12 ชั่วโมง หากไม่ได้ตรวจไขมันหรือน้ำตาลก็ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร หลังจากเจาะเลือดก็ไปรับประทานอาหาร สิ่งที่สำคัญคือคุณต้องทำตัวเหมือนปกติก่อนตรวจไม่ควรที่จะควบคุมตัวเองเป็นพิเศษเพื่อที่จะให้ผลตรวจออกมาดี ไม่ควรกังวลหรือดื่มสุรก่อนการตรวจ การอดอาหารหมายถึงอาหารทุกอย่างทั้งน้ำชา กาแฟ นมดื่มได้เฉพาะน้ำเท่านั้น ไม่ควรจะออกกำลังกายก่อนการเจาะเลือดเพราะมีผลต่อการตรวจเลือด
แพทย์เขาจะตรวจอะไรบ้าง
  • สุขภาพโดยทั่วไป
  • ประวัติโรคในครอบครัวเพื่อค้นหาโรคทางพันธุกรรม
  • ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต
  • ประวัติการใช้ยา
  • การตรวจร่างกาย วัดความดันโลหิต ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง คำนวณดัชนีมวลกาย ตรวจร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า สำหรับผู้หญิงก็แนะนำเรื่องการตรวจเต้านมด้วยตัวเอง และการตรวจภายใน
  •   เอกซเรย์ปอดและหัวใจ  
  • หัวใจ
    เป็นอวัยวะที่มีความมหัศจรรย์มาก กลุ่มเซลล์มีการก่อร่างสร้างหัวใจขึ้นตั้งแต่ยังเป็นตัวอ่อนในครรภ์มารดา หัวใจเริ่มเต้นแล้ว และจะเต้นตลอดไป ไม่มีวันหยุดตราบเท่าที่ยังมีชีวิต หัวใจไม่เคยมีวันพัก จึงเป็นอวัยวะที่มีความแข็งแรงมาก ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมใครๆจึงชอบเปรียบเทียบเรื่องของอารมณ์จิตใจเป็น”หัวใจ”ไปเสียหมด ทั้งๆที่ความจริงแล้วหัวใจคนเราแข็งแรงกว่า จิตใจมากนัก
    เราสามารถแบ่งหัวใจออกตามลักษณะ (กายวิภาค) และตามหน้าที่ได้ ดังนี้
    1. เยื่อหุ้มหัวใจ เป็นเยื่อบางๆใสๆห่อหุ้มหัวใจไว้ เป็นสาเหตุของโรคบางชนิด เช่น เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบติดเชื้อ มะเร็งแพร่กระจายมายังเยื่อหุ้มหัวใจ เป็นต้นเยื่อหุ้มหัวใจเป็นอวัยวะที่สำคัญแต่ไม่จำเป็นถึงชีวิต ในกรณีที่เป็นโรค เราอาจทำการผ่าตัดเลาะเยื่อหุ้มหัวใจทิ้งได้
    2. หลอดเลือดหัวใจ จะอยู่บริเวณภายนอกหัวใจ ( เยื่อหุ้มหัวใจ ) ส่งแขนงเล็กๆลงไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัว-ใจ หลอดเลือดหัวใจมีเส้นใหญ่ๆ อยู่ 2 เส้น คือ ขวา (right coronary artery) เลี้ยงหัวใจด้านขวา และซ้าย (left coronary artery) เลี้ยงหัวใจด้านซ้ายเป็นส่วนใหญ่ ด้านซ้ายจะแตกแขนงใหญ่ๆ 2 แขนง คือ left anterior descending artery และ left circumflex artery ซึ่งจะมีแขนงเล็กๆอีกมากมาย โรคของหลอด-เลือดหัวใจอาจเกิดจากหลายสาเหตุแต่ที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากการสะสมของไขมันที่ผนังทำให้หลอด เลือดหัวใจตีบและตันในที่สุด (ไม่ใช่มีก้อนไขมันในเลือดลอยไปอุดตัน ตามที่เข้าใจกัน)
    3. กล้ามเนื้อหัวใจ เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ในการบีบตัวไล่เลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย และขยายตัวเพื่อรับเลือดกลับเข้าสู่หัวใจจึงเป็นส่วนที่มีความสำคัญอย่างมาก หากกล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวหรือคลายตัวผิดปกติแล้วก็จะทำให้เกิดปัญหาต่างๆตามมา ซึ่งส่วนมากอาจไม่สามารถแก้ไขให้กลับเป็นปกติได้ การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจต้องอาศัยพลังงานที่ได้จากสารอาหารที่ถูกนำมาโดยหลอดเลือดหัวใจ ดังนั้นโรคของหลอดเลือดหัวใจจึงมีผลต่อกล้ามเนื้อหัวใจโดยตรง
    4. ลิ้นหัวใจ และผนังกั้นห้องหัวใจ หัวใจคนเรามี 4 ห้องแบ่งซ้าย-ขวา โดยผนังของกล้ามเนื้อหัวใจและแบ่งห้องบน-ล่าง โดยลิ้นหัวใจเลือดระหว่างห้องซ้าย-ขวาจึงไม่ปะปนกัน ในบางครั้งการสร้างผนังกันห้องหัวใจไม่สมบูรณ์เกิดเป็นรูโหว่ขึ้นได้ เป็นชนิดหนึ่งของโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ลิ้นหัวใจทำหน้าที่ให้เลือดไหลผ่านและไม่ไหลย้อนกลับ ดังนั้นหากลิ้นหัวใจผิดปกติ เช่น ตีบ ฉีกขาด ปิดไม่สนิท(รั่ว) ก็ย่อมทำให้เกิดโรคต่างๆขึ้น โรคลิ้นหัวใจที่เป็นปัญหามากที่สุดคือลิ้นหัวใจพิการรูมาห์ติค ซึ่งเป็นผลจากการติดเชื้อคออักเสบ
  • ปอด
    เป็นอวัยวะที่ใช้ในการหายใจ คือเปลี่ยนเอาแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดในร่างกายออก รับออกซิเจนที่มีอยู่ในอากาศมาแทนที่ ประกอบด้วยหลอดลมใหญ่ (trachea) ตรงลำคอลงไปในช่องอก แบ่งเป็นสองหลอดลม ซ้ายกับขวา (mainstem bronchus) ซึ่งแบ่งออกไปอีกเป็นตอนๆคล้ายกิ่งต้นไม้ คือ ลำต้น กิ่งใหญ่ กิ่งขนาดกลาง กิ่งเล็ก ลงไปเรื่อยๆจนถึงใบไม้ หลอดลมก็คล้ายกัน ส่วนที่เล็กที่สุดของต้นไม้คือใบ ของปอดคือถุงลม (alveoli) ถุงลมนี้เป็นส่วนที่การแลกเปลี่ยนแก๊สเกิดขึ้น เพราะผนังของถุงลมนี้บางมากมีเส้นเลือดอยู่ข้างนอก ถุงลมเป็นตัวนำคาร์บอนไดออกไซด์มาแลกกับออกซิเจนแล้วเอาออกซิเจนติดเม็ดเลือดไปหัวใจปอดมีสองข้าง แบ่งเป็นกลีบ ข้างขวามีสามกลีบ ข้างซ้ายมีสอง ปอดข้างซ้ายเล็กกว่าข้างขวา เพราะหัวใจได้กินที่ไปส่วนหนึ่ง ปอดนี้อยู่ในทรวงอกซึ่งประกอบด้วยซี่โครงกับกล้ามเนื้อทางข้างบนกับทางด้านรอบๆ ทางล่างมีกระบังลมกั้นอยู่ระหว่างช่องอกกับช่องท้อง ปอดไม่ได้ติดแน่นกับทรวงอกเพียงแตะเบาๆ มีน้ำหล่อลื้นอยู่บางๆระหว่างปอดกับทรวงอก เวลาหายใจเข้าซี่โครงจะบานออก กระบังลมจะหดตัว ทำให้ขนาดของช่องอกเพิ่มขึ้น ปอดก็ขยายตาม ดึงเอาลมเข้าปอด เวลาหายใจออกทรวงอกจะเล็กลง ปอดโดนกด ลมก็ออกจากปอด ปอดมีเส้นเลือดพาเลือดดำจากหัวใจเข้าปอด (pulmonary artery) และมีเส้นเลือดพาเลือดแดง (pulmonary vein) ออกจากปอดกลับไปหัวใจ
    หน้าที่สำคัญที่สุดของปอดคือ การฟอกเลือดและควบคุมภาวะกรดด่าง ซึ่งเกิดขึ้นที่ถุงลม (alveoli) นอกจากนั้นยังมีหน้าที่อื่น ๆ อีกได้แก่ เป็นแหล่งสำรองเลือด ขับไอน้ำและสารบางประเภท เช่น เอทานอล ไฮโดรคาร์บอน เป็นต้น ช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ทำลายสารพิษรวมถึงหลั่งสารหรือฮอร์โมน เช่น ฮิสตามีน (histamine) ทรอมโบพลาสติน (thromboplastin) ตลอดจนมีหน้าที่กลั่นกรอง เช่น คาร์บอน (carbon) หรือซิลิการ (silica) ในอากาศ และเศษลิ่มเลือดในกระแสเลือด เป็นต้น
  •   ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด  
    เลือด ส่วนประกอบที่สำคัญของร่างกาย คือส่วนที่ไหลเวียนอยู่ในระบบหมุนเวียนโลหิตของร่างกาย จากส่วนที่เราเห็นเป็นเลือดสีแดง เลือดเป็นของเหลว เหนียวกลิ่นคาว รสกร่อย มีอุณหภูมิประมาณ 37.8?C มีสภาพเป็นด่างเล็กน้อย มีจำนวนประมาณ ร้อยละ 7-8 ของน้ำหนักร่างกาย เลือดนั้นเรา สามารถแยกย่อยลงไปอีกได้เป็นองค์ประกอบใหญ่ๆได้ดังต่อไปนี้
    ส่วนที่เป็นน้ำ เรียกว่าน้ำเหลือง
    - ถ้ายังไม่ได้มีการแข็งตัว คือยังมีปัจจัยช่วยในการแข็งตัวของเลือด จะเรียกว่า พลาสม่า (PLASMA)
    - ถ้ามีการแข็งตังของเลือดไปแล้ว ปัจจัยในการแข็งตัวถูกใช้ไปแล้ว จะเรียกว่า ซีรั่ม (SERUM) ในน้ำเหลืองนี้จะมีสารต่วงๆละลายอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น สารอาหารที่มาจากระบบย่อยอาหาร / ฮอร์โมนต่างๆ / แอนติบอดีย์ ต่อต้านสิ่งแปลกปลอม / ของเสียที่เกิดจากเซลต่างๆในร่างกายเพื่อนำไปกำจัดออกจากร่างกายโดยระบบกำจัดของเสียเช่น ไต (ดูระบบขับถ่าย KIDNEY ได้ที่ส่วนสรีระร่างกาย) ในน้ำเหลืองจะประกอบด้วยโปรตีนมากมายหลายชนิด เช่น Albumin (ปรับสมดุลแรงดัน Osmotic), Gramma globulin’s (Antibody Protein), Fibrinogen (เกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด), Antihemophilia Globulin), Beta Globulin (ใช้ในการขนส่งไขมัน) , Agglutinins (ใช่ในการทดสอบหมู่เลือด) และสารเคมีต่างๆมากมาย ดังนั้นในการตรวจสภาพการทำงาน ของระบบอวัยวะภายในร่างกายของเราจึงใช้น้ำเหลืองมาเป็นตัวแทนตรวจสอบหาความปกติหรือผิดปกติของอวัยวะภายในของเรา
    ส่วนที่เป็นเกล็ดเลือด คือส่วนเล็กที่แขวนลอยอยู่ในกระแสเลือด มีหน้าที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด เกล็ดเลือด เป็นเม็ดขนาดเล็ก รูปร่างคล้ายจาน มีหน้าที่ในการทำให้เลือดแข็งตัวโดยการผลิตเอนไซม์ Thromboplastin มาเปลี่ยน Prothombin ให้เป็น Thrombin ซึ่งเป็นตัวสำคัญในขบวนการช่วยให้เลือดสามารถแข็งตัวได้เวลาเกิดบาดแผล
    ส่วนที่เป็นเม็ดเลือดขาว คือส่วนที่ทำหน้าที่เปรียบเสมือนทหารที่คอยตรวจจับสิ่งแปลกปลอม เช่นเชื้อโรคที่หลุดเข้ามาในร่างกาย แบ่งออกได้หลายชนิดตามหน้าที่ความสามารถในการ ทำลายสิ่งแปลกปลอมทั้งหลาย เม็ดเลือดขาว ส่วนมากมีขนาดใหญ่กว่าเม็ดเลือดแดง ระยะแรกเกิดจะมีความหนาแน่นมากกกว่าในผู้ใหญ่ เม็ดเลือดขาว แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกคือ Granulocytes ได้แก่ Neutrophil(60-70%), Eosinophil(1-5%), Basophil(0-1%) ซึ่งสร้างจากไขกระดูก ส่วนกลุ่มที่สองคือ Non- granulocytes ได้แก่ Lymphocyte(20-30%), Monocyte(1-5%) สร้างจาก Lymphoid Tissue (ต่อมน้ำเหลือง ทอนซิล ม้าม ไทมัส ) เม็ดเลือดขาวมีหน้าที่จับกินเชื้อโรคและเนื้อเยื่อที่ถูกทำลาย
    ส่วนที่เป็นเม็ดเลือดแดง คือส่วนที่เราเห็นเป็นสีแดงของเลือด มีลักษณะคล้ายขนมโดนัทคือ มีรอยเว้าบริเวณส่วนกลาง องค์ประกอบ ส่วนใหญ่คือ ฮีโมโกลบิน ซึ่งใช้ในการแลกเปลี่ยน ออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นของเสียจากเซลต่างๆของร่างกาย เม็ดเลือดแดง (Red Blood Corpuscles) ทารกที่อยู่ในครรภ์ สร้างเม็ดเลือดแดงจากถุงน้ำคร่ำ ม้าม ตับ และไขกระดูก แต่ทารกที่เกิดแล้ว สร้างเม็ดเลือดแดงที่ไขกระดูกโดยไขกระดูกจะสามารถพบได้ในกระดูกสันหลัง กระดูกซี่โครง กระดูกหน้าอก ปลายของกระดูกต้นแขนและต้นขา เม็ดเลือดแดงมีอายุประมาณ 90-120 วัน หลังจากเม็ดเลือดแดงหมดอายุจะถูกทำลายโดยม้าม และตับ โดยจะสลายเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งมีเหล็กประกอบอยู่ร่างกายจะเก็บไว้ใช้ ส่วนที่ไม่มีเหล็กจะขับออกทางตับ ในรูปของน้ำดี โดยปกติเม็ดเลือดแดงมีหน้าที่ นำออกซิเจนไปยังเซลล์ นำคาร์บอนไดออกไซด์ จากเซลล์ร่างกายกลับไปปอด
    การศึกษาเกี่ยวกับเซลล์เม็ดเลือดซึ่งเป็นเซลล์ที่สำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ คือสาชาวิชาโลหิตวิทยา (Hematology) เม็ดเลือด แบ่งง่ายๆ เป็นเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ซึ่งไหลเวียนอยู่ในกระแสโลหิต ส่วนใหญ่จะมีต้นกำเนิดจากไขกระดูกจำนวน แตกต่างกัน อัตราส่วนและจำนวนของแต่ละเซลล์ในไขกระดูกและที่อยู่ในกระแสเลือดก็ต่างกัน อีกทั้งยังต่างกันไปในแต่ละบุคคลด้วย
    เม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดขาวมีชื่อภาษาแพทย์ว่า ลูโคไซ้ท์ (Leukocyte) ซึ่งมีรากศัพท์คือ Leuko ซึ่งแปลว่า ขาว ร่างกายเรามีเม็ดเลือดขาวหลายชนิด โดยมีเซลล์ต้นกำเนิดเดียวกันคือ Pluripotential Stem Cell จากนั้นก็จะเจริญต่อไปอีกหลายเซลล์จนแยกสายออกเป็น
    1. เม็ดเลือดขาวกลุ่ม Granulocyte ซึ่งภายในไขกระดูกจะมีเม็ดเลือดขาวที่ค่อยๆ เจริญเติบโตเป็นรุ่นเป็นประเภท โดยเซลล์ตัว อ่อนสุดคือ Myeloblast ซึ่งจะเจริญไปเป็น Promyelocyte Myelocyte Metamyelocyte Band form และ Segmented ตามลำดับ เซลล์เหล่านี้ปกติจะอยู่ในไขกระดูก จะมีแต่รุ่น Band และ Segmented Form ในกระแสโลหิต ถ้าหากมีเซลล์รุ่นอ่อนกว่านั้นปรากฏในกระแสโลหิตแล้วก็มักจะแสดงถึงภาวะผิดปกติ เช่น มีสิ่งกระตุ้นให้ตัวอ่อนออกมาในกระแสเลือด หรือมีการติดเชื้อ หรือเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว เซลล์ตั้งแต่ในระบบนี้คือ นิวโตรฟิล (Neutrophil) มีหน้าที่ต่อสู้และทำลายเชื้อโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบคทีเรีย ดังนั้นถ้ามีเม็ดเลือดขาวในระบบนี้น้อยเกินไปก็จะติดเชื้อง่าย ในทางตรงข้าม ถ้ามีมากไปก็แสดงถึงการติดเชื้อเฉียบพลัน เช่น ไส้ติ่งอักเสบ การติดเชื้อในกระแสเลือด การนับเม็ดเลือดจึงช่วยในการวินิจฉัย ส่วนอีโอซิโนฟิล (Eosinophil) จะมีมากกว่าปกติเวลามีพยาธิในร่างกายหรือในคนที่มีภูมิแพ้
    2. เม็ดเลือดขาวกลุ่ม ลิมโฟซัยท์ (Lymphocyte) เซลล์อ่อนสุดในระบบนี้ คือ Lymphoblast ซึ่งจะเจริญไปเป็น Prolympholyte และ Lymphocyte ตามลำดับ เด็กๆ จะมีลิมโฟซัยมากกว่าผู้ใหญ่ ความผิดปกติของเซลล์ในระบบนี้จะพบได้เวลามีการติดเชื้อไวรัสบางชนิด มะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟซัยท์ยังแบ่งออกเป็น
    1. B-Lymphocyte
    2. T-Lymphocyte
    3. Null-cell (non-B, non-T Lymphocyte) เซลล์ทั้งสามนี้ถ้าย้อมสีส่องจะดูเหมือนๆ กัน แต่สามารถแยกชนิดได้โดยวิธีการทางอิมมูโนวิทยา B-Lymphocyte จะมีหน้าที่สร้าง ภูมิต้านทาน เรียกว่า แอนติบอดี (Antibody) หรือ อิมมูโนโกลบูลิน (Immuno Globulin) ในกระบวนการตอบสนองที่เรียกว่า Humorol Immune response ในการกระตุ้นของแอนติเจนโดยมีเซลล์อื่นๆ ร่วมด้วยคือ T-Lymphocyte, Macrophage และสารที่หลั่งจากเซลล์เหล่านี้ เรียกว่า Lymphokines
    เซลล์ Lymphocyte นอกจากจะมีส่วนร่วมในการกระตุ้น B-Lymphocyte ให้สร้างแอนติบอดีแล้ว ยังมีหน้าที่ในการตอบสนอง ต่อการสร้างภูมิคุ้มกันชนิดใช้เซลล์ (Cell-Meaiated Immune Resonse)
    ส่วน Null cell หรือ Natural Killer Cell มีหน้าที่ทำลายเซลล์แปลกปลอมหรือเซลล์มะเร็งโดยการหลั่งสารที่เรียกว่า NKCF (Natural Killer Cytotoxic Factor) จะเห็นได้ว่าเซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟซัยท์ มีหน้าที่ต่างๆ มากมาย ส่วนใหญ่จึงแยกไปศึกษาในวิชาอิมมูโนวิทยา
    3. เม็ดเลือดขาวกลุ่ม โมโนซัยท์ (Monocyte) เซลล์อ่อนสุดในระบบนี้คือ Monoblast ซึ่งจะเจริญเป็น Promonocyte และ Monocyte ตามลำดับ
    เม็ดเลือดแดง [Erythrocyte หรือ RBC (Red Blood Cell)] ซึ่งมีลักษณะเป็นสีแดงเพราะภายในมีสารฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) ทำหน้าที่ขนส่งออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย โดยที่ฮีโมโกลบินเกิดจากโกลบินและ Heme จับกับธาตุเหล็ก
    เกล็ดเลือด (Platelets หรือ Thromocyte) มีหน้าที่เกี่ยวกับกลไกลการห้ามเลือด ช่วยหยุดการไหลเวียนของเลือดเมื่อเส้นเลือดฉีกขาด มีลักษณะเป็นจานขนาดเล็กกว่าเม็ดเลือดแดงราว 1 เท่าตัว (2-4 ไมครอน ขณะที่เม็ดเลือดแดงมีขนาด 7 ไมครอน) เลือดมีความสำคัญต่อชีวิตเนื่องจากทำหน้าที่หลายอย่างที่ทำให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ เช่น
    1. ระบบการขนส่ง ออกซิเจน อาหาร ภูมิต้านทน โปรตีน ระบบป้องกันตัวเอง การทำลายของเสีย
    2. ระบบป้องกันด้วยระบบภูมิคุ้มกัน
    3. ควบคุมความสมดุลของร่างกาย โดยการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย
      ตรวจปัสสาวะสมบูรณ์แบบ
    จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคไต เป็นคำถามที่มักจะได้ยินบ่อยๆ คำตอบก้คือใช้ การวินิจฉัยโรค ซึ่งตามหลักวิชาแพทย์จะอาศัยกรรมวิธี 3 ประการคือ
    1. การซักประวัติ (Signs) จะได้ทราบถึงลักษณะอาการ
    2. การตรวจทางร่างกาย (Symptoms) จะได้ทราบอาการที่แสดง
    3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Lab) คือการตรวจทางห้องแล็ป ได้แก่การ ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ และการเอ็กซ์เรย์ รวมทั้งการตรวจทางพยาธิวิทยา เช่น การตรวจทางชิ้นเนื้อ การเพาะเลี้ยงเชื้อ เป็นต้น
    โดยปกติแล้วเราต้องเรียนรู้กายวิภาคและสรีระหน้าที่ก่อน คือต้องรู้ว่าสภาพ ปกติของอวัยวะนั้นๆ เป็นอย่างไรก่อน แล้วจึงมารู้เรื่องพยาธิสภาพก็คือการรู้ ภาวะการเป็นโรคซึ่งจะทราบถึงอาการ อาการแสดง และการตรวจทางห้อง แล็ป พูดง่ายๆการที่จะรู้ว่าเป็นโรคไตหรือไม่ ก็ต้องรู้สภาพปกติและหน้าที่ของ ไต รวมทั้งโรคต่างๆของไตเสียก่อน เมื่อไตเป็นโรคก็จะมีอาการ และอาการ แสดงตลอดจนความผิดปกติทั้งทางสภาพและหน้าที่ เมื่อประมวลต่างๆเข้า ด้วยกันก็จะรู้ว่าเป้นโรคไตหรือไม่ โรคไตสามารถใช้หลักในการแบ่งความผิดปกติได้หลายวิธี
    1. แบ่งตามสาเหต
    - โรคไตที่เป็นมาแต่กำเนิด (Congenital) เช่นมีไตข้างเดียวหรือไตมี ขนาดไม่เท่ากัน โรคไตเป็นถุงน้ำ (Polycystic kidney disease) ซึ่งเป็น กรรมพันธุ์ด้วย เป็นต้น
    - โรคไตที่เกิดจากการอักเสบ (Inflammation) เช่นโรคของกลุ่มเลือดฝอย ของไตอักเสบ (glomerulonephritis)
    - โรคไตที่เกิดจากการติดเชื้อ (Infection) เกิดจากเชื้อแบคที่เรียเป็นส่วน ใหญ่ เช่นกรวยไตอักเสบ ไตเป็นหนอง กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (จากเชื้อ โรค) เป็นต้น
    - โรคไตที่เกิดจากการอุดตัน (Obstruction) เช่นจากนิ่ว ต่อมลูกหมากโต มะเร็งมดลูกไปกดท่อไต เป็นต้น
    - เนื้องอกของไต ซึ่งมีได้หลายชนิด
    2.แบ่งตามกายวิภาคของไต
    - โรคของหลอดเลือดของไต เช่นมีการตีบหรืออุดตันของหลอดเลือดไต
    - โรคของกลุ่มเลือดฝอยของไต (Glomerulus) ซึ่งพบได้มาก เกิดการอักเสบ ชนิดไม่ติดเชื้อ (Glomerulonephritis)
    - โรคของหลอดไต (Tubule) เช่นการตายของหลอดไตภายหลังอาการช็อค หรือได้รับสารพิษ เกิดภาวะไตวายแบบเฉียบพลัน (Acute renal failure)
    - โรคของเนื้อไต (Interstitium) เช่น แพ้ยาหรือได้รับสารพิษ เป็นต้น
    3. แบ่งตามต้นเหตุ จะแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ได้ 2 กลุ่ม
    - ต้นเหตุจากภายในไตเอง ซึ่งอาจรูหรือไม่รู้สาเหตุก็ได้
    - ต้นเหตุจากภายนอกไต เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรค SLE
    อาการ อาการแสดง และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ จะแตกต่างกันไปตาม แต่ละชนิดและตามระยะของโรค สิ่งตรวจพบอย่างหนึ่งอาจตรวจพบได้ใน หลายๆโรค ไม่เฉพาะเจาะจง เช่น อาการบวม อาจเกิดจากโรคไต โรคตับ โรค หัวใจ โรคขาดสารอาหารโปรตีน จากความผิดปกติของฮอร์โมน หรือจากผล ข้างเคียงของยาบางตัว แต่คนทั่วไปอาจรูจักกันดีว่า อาการบวมเป็นอาการที่ พบได้บ่อยในโรคไต ซึ่งก็เป็นจริงถ้ามีลักษณะบ่งชี้เฉพาะของโรคไตและแยก แยะโรคอื่นๆออกไปแล้ว ในขณะเดียวกัน โรคอื่นๆอาจจะมีอาการและสิ่งตรวจพบได้หลายอย่างที่มีส่วน คล้านเช่นโรคเอส แอล อี ซึ่งเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง อาจมีอาการแสดงออกตาม ระบบต่างๆเช่น ผิวหนัง เส้นผม ข้อ ไต หัวใจ ปอด และระบบเลือดเป็นต้น
    ดังนั้นการวินิจฉัยดรคไตจะใช้วิธีย้อนศร กล่าวคือจะเริ่มดูจากปัสสาวะ ก่อน เพราะไตเป็นตัวสร้างและขับถ่ายปัสสาวะ ดังนั้นปัสสาวะกับไตน่าจะมีความ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ที่สำคัญต้องมีขบวนการซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจ เลือด ปัสสาวะ เอ็กซ์เรย์ บางครั้งอาจต้องเจาะไต (kidney biopsy) เอาเนื้อไต มาตรวจจึงจะทราบว่าเป็นโรคไตเหตุสงสัยว่าจะเป็นโรคไต พอจะสรุปได้ดังนี้
    - ปัสสาวะเป็นเลือด โดยปกติในน้ำปัสสาวะจะไม่มีเลือดหรือเม็ดเลือดสอออก มา อาจมีได้บ้างประมาณ 3-5 ตัว เมื่อดูด้วยกล้องจุลทรรศ์ขยายปานกลาง การมีเลือดออกในปัสสาวะถือเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโรคไต แต่ก็ อาจจะไม่ใช่ก็ได้ ปัสสาวะเป็นเลือด อาจเป็นเลือดสดๆ เลือดเป็นลิ่มๆ ปัสสาวะเป็นสีแดง สีน้ำ ล้างเนื้อ สีชาแก่ๆ หรือปัสสาวะเป็นสีเหลืองเข้มก็ได้ ในสตรีที่มีประจำเดือน ปัสสาวะอาจถูกปนด้วยประจำเดือน กลายเป็นปัสสาวะ สีเลือดได้ ถือว่าปกติ ในโรคของระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่างเช่น กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ต่อม ลูกหมากโต ปัสสาวะมักจะเป็นเลือดสดๆ หรือเป็นลิ่มๆได้ ในโรคของเนื่อไตหรือตัวไตเอง การมีเลือดในปัสสาวะมักเป็นแบบสีล้างเนื้อ สีชาแก่ หรือสีเหลืองเข้ม ในผู้ป่วยชาย จำเป็นต้องตรวจค้นหาสาเหตุของปัสสาวะเป็นเลือด แม้จะเกิด ขึ้นเพียงครั้งเดียวก็ตาม แต่ในผู้หญิงเนื่องจากมีโอกาสกรพเพาะปัสสาวะอัก เสบได้บ่อยอาจตรวจค้นหาสาเหตุได้ช้าหน่อย ในหลายๆกรณีแม้การตรวจปัสสาวะ ตรวจเลือด เอ็กซ์เรย์ อาจยังไม่สามารถ บอกสาเหตุได้ จำเป็นต้องเจาะเอาเนื่อไตมาตรวจโดยพยาธิแพทย์ จึงจะทราบ ถึงสาเหตุได้
    -ปัสสาวะเป็นฟองมาก คนปกติเวลาปัสสาวะอาจจะมีฟองขาวๆบ้าง แต่ถ้าใน ปัสสาวะมีไข่ขาว (albumin) หรือโปรตีนออกมามาก จะทำให้ปัสสาวะมีฟอง ได้มาก ขาวๆ เหมือนฟองสบู่ จำเป็นต้องตรวจปัสสาวะ และเก็บปัสสาวะตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อหาปริมาณ โปรตีนในปัสสาวะ ผู้ป่วยที่มีไข่ขาวออกมาในปัสสาวะมาก ส่วนมากเป็นจาก โรคหลอดเลือดฝอยของไตอักเสบจากไม่รู้สาเหตุ ทำให้ระดับโปรตีนในเลือด ลดลงและเกิดอาการบวม รวมทั้งปริมาณโคเลสเตอรอลและไขมันเลือดสูงได้ ดูการตรวจหาระดับโปรตีน (albumin) ในปัสสาวะด้วยตนเอง การตรวจพบไข่ขาวออกมาในปัสสาวะในจำนวนไม่มากอาจพบได้ในโรคหัวใจ วาย ความดันโลหิตสูง เป็นต้น แต่การมีปัสสาวะเป็นเลือด พร้อมกับมีไข่ขาว-โปรตีนออกมาใน ปัสสาวะพร้อมๆกัน เป็นข้อสัญนิฐานที่มีน้ำหนักมากว่าจะเป็นโรคไต
    -ปัสสาวะขุ่น อาจเกิดจากมี เม็ดเลือดแดง (ปัสสาวะเป็นเลือด) เม็ดเลือดขาว (มีการอักเสบ) มีเชื้อแบคทีเรีย (แสดงว่ามีการติดเชื้อ) หรืออาจเกิดจากสิ่งที่ ร่างกายขับออกจากไต แต่ละลายได้ไม่ดี เช่นพวกผลึกคริสตัลต่างๆ เป็นต้น
    -การผิดปกติของการถ่ายปัสสาวะ เช่นการถ่ายปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะแสบ ปัสสาวะราด เบ่งปัสสาวะ อาการเหล่านี้ล้วนเป็นอาการผิดปกติของระบบทาง เดินปัสสาวะ เช่นกระเพาะปัสสาวะ ต่อมลูกหมากและท่อทางเดินปัสสาวะ
    - การปวดท้องอย่างรุนแรง (colicky pain) ร่วมกับการมีปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะขุ่น หรือมีกรวดทราย แสดงว่าเป็นนิ่วในไตและทางเดินปัสสาวะ
    - การมีก้อนบริเวณไต หรือบริเวณบั้นเอวทั้ง 2 ข้าง อาจเป็น โรคไตเป็นถุงน้ำ การอุดตันของไต หรือเนื้องอกของไต
    - การปวดหลัง ในความหมายของคนทั่วๆไป การปวดหลังอาจไม่ใช่โรคไต เพราะการปวดบริเวณเอวมักเกิดจากโรคกระดูและข้อ หรือกล้ามเนื้อ ในกรณี ที่เป็นกรวยไตอักเสบ จะมีอาการไข้หนาวสั่นและปวดหลังบิเวณไตคือบริเวณ สันหลังใต้ซี่โครงซีกสุดท้าย
    อาการและอาการแสดงทั้งหมดที่กล่าวนี้ จัดเป็นอาการและอาการแสดงเฉพาะ ที่(local signs&symptoms) ซึ่งได้แก่ไต ทางเดินปัสสาวะ และการขับถ่าย ปัสสาวะ นอกจากนั้นยังมีกลุ่มอาการและอาการแสดงที่ชวนให้สงสัยหรือเป็น ส่วนหนึ่งของอาการดรคไตคือ อาการแสดงทั่วไป (systemic signs & symptoms) ได้แก่
    - อาการบวม เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นโรคไตจะมีอาการบวม โดยเฉพาะการบวม ที่บริเวณหนังตาในตอนเช้า หรือหน้าบวม ซึ่งถ้าเป็นมากจะมีอาการบวมทั่วตัว อาจเกิดได้ในโรคไตหลายชนิด แต่ที่พบได้บ่อย โรคไตอักเสบชนิดเนฟโฟรติค ซินโดรม (Nephrotic Syndrome) อย่างไรก็ตามอาการบวมอาจเกิดได้จากโรค ตับ โรคหัวใจ การขาดสาร อาหารโปร ความผิดปกติเกี่ยวกับฮอร์โมน และการบวมชนิดไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งต้องใช้การซักประวัติ ตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อใช้ แยกแยะ หรือยืนยันให้แน่นอน
    - ความดันโลหิตสูง เนื่องจากไตสร้างสารควบคุมความดันโลหิต ประกอบกับไต มีหน้าที่รักษาสมดุลของน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย เพราะฉะนั้นความดันโลหิต สูงอาจเป็นจากโรคไตโดยตรง หรือในระยะไตวายมากๆความดันโลหิตก็จะสูง ได้
    อย่างไรก็ตาม สาเหตุของความดันโลหิตสูงนั้นมีมากมาย โรคไตเป็นเพียง สาเหตุหนึ่งเท่านั้น แต่ก็เป็นสาเหตุที่สามารถรักษาให้หายขาดได้
    - ซีดหรือโลหิตจาง เช่นเดียวกับความดันโลหิตสูง สาเหตุของโลหิตจางมีได้ หลายชนิด แต่สาเหตุที่เกี่ยวกับโรคไตก็คือ โรคไตวายเรื้อรัง (Chronic renal failure) เนื่องจากปกติไตจะสร้างสารอีริโธรโปอีติน (Erythopoietin) เพื่อไป กระตุ้นให้ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดง เมื่อเกิดไตวายเรื้อรังไตจะไม่สามารถ สร้างสารอีริโธรโปอีติน (Erythopoietin) ไปกระตุ้นไขกระดูก ทำให้ซีดหรือ โลหิตจาง มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หน้ามือ เป็นลมบ่อยๆ
    ขอแนะนำว่า ถ้าอยากรู้ว่าตัวเองเป็นโรคไตหรือไม่นั้น ต้องไปพบแพทย์ ทำ การวักประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ตรวจปัสสาวะ ตรวจเลือด เอ็กซ์เรย์ จึงจะพอบอกได้แน่นอนขึ้นว่าเป็นโรคไตหรือไม่ ถ้าหาก พบแพทย์ท่านหนึ่งแล้วยังสงสัยอยู่ก็ขอให้ไปพบและปรึกษาแพทย์โรคไตเฉพาะ อายุรแพทย์โรคไต (Nephrologist) หรือศัลยแพทย์ทางเดินปัสสาวะ (Urologist) ก็ได้
      ตรวจระดับไขมันในเลือด  
    ไขมันในเลือด อาหารสุขภาพจะต้องประกอบไปด้วยอาหาร 5 หมู่ได้คาร์โบไฮเดรต์ โปรตีน ไขมัน ผักผลไม้ และนม ไขมันเป็นอาหารที่ให้พลังงานมากที่สุดเมื่อเทียบกับน้ำหนักที่เท่ากัน ไขมันที่เรารับประทานมีอยุ่ 3 รูปแบบคือ
  • Triglyceride
  • Cholesterol
  • Phospholipid
    กรดไขมัน(Fatty acid)คืออะไร
    กรดไขมันเป็นการเรียงตัวของธาตุคาร์บ่อน( Carbon ,C) โดยที่ปลายด้านหนึ่งเป็น methyl group อีกด้านหนึ่งเป็น carboxyl group ความยาวของCมีได้หลายตัวหากมีความยาวน้อยกว่า 6 เรียก Short chainsk หากมี C มากกว่า 12 เรียก long chain fatty acid กรดไขมันเป็นอาหารของกล้ามเนื้อ หัวใจ อวัยวะภายในร่างกาย กรดไขมันส่วนที่เหลือใช้จะถูกสะสมในรูป triglyceride(ใช้กรดไขมัน3ตัวรวมกับ glycerol)ซึ่งจะสะสมเป็นไขมันในร่างกาย
    ไขมันอิ่มตัว Saturated fat หมายถึงกรดไขมันที่มีธาตุ C ต่อกันด้วย single bond เท่านั้นการรับประทานอาหารไขมันชนิดอิ่มตัวจะทำให้ไขมันในเลือดสูงและเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดตีบ แหล่งอาหารของไขมันอิ่มตัวได้แก่ น้ำมันปาล์ม กะทิ เนย นม เนื้อแดง ช้อกโกแลต
    ไขมันไม่อิ่มตัว เชิงเดี่ยว Monounsaturated เป็นกรดไขมันที่มีธาตุ C ต่อกันด้วย Double bond เพียงหนึ่งตำแหน่ง นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าการรับประทานอาหารไขมันประเภทนี้ทดแทนไขมันอิ่มตัวจะช่วยลดระดับ LDL Cholesterol ซึ่งเป็นไขมันที่ไม่ดีก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดตีบ อาหารที่มีไขมันMonounsaturatedได้แก่ avocados, nuts, and olive, peanut and canola oils
    กรดไขมันไม่อิ่มชัวเชิงซ้อน Polyunsaturated หมายถึงกรดไขมันที่มีธาตุ C ต่อกันด้วย Double bond อยู่หลายตำแหน่ง หากรับประทานแทนไขมันอิ่มตัวจะไม่เพิ่มระดับไขมันในร่างกาย อาหารที่มีไขมันชนิดนี้คือ น้ำมันพืชทั้งหลายเช่น น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง
    Essential fatty acids เป็นกรดไขมันที่จำเป็นสำหรับร่างกาย แต่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ ต้องได้รับจากอาหารที่เรารับประทาน
    Trans fatty acids เป็นไขมันที่เตรียมจากนำน้ำมันพืชเช่นน้ำมันข้าวโพด ไปทำให้ร้อน เพื่อทำให้น้ำมันมีอายุใช้งานได้นานขึ้น และทำให้น้ำมันข้นขึ้นจนเป็นของแข็ง การรับประทานน้ำมันชนิดนี้มากจะทำให้ไขมัน LDL ในเลือดเพิ่มขึ้นซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด รายละเอียดอ่านที่นี่
    Omega-3 fatty acids และ omega-6 fatty acids เป็นกรดไขมันที่จำเป็นสำหรับร่างกาย แต่ร่างกายไม่สามารถผลิตเองต้องได้รับจากสารอาหาร omega-3 fatty acids จะมี Double bond ที่ตำแหน่ง C3 นับจากกลุ่ม Methyl group omega-3 fatty acids จะพบมากในอาหารจำพวกปลาและน้ำมันพืช เช่น salmon, halibut, sardines, albacore, trout, herring, walnut, flaxseed oil, and canola oil omega-6 fatty acids เป็นกรดไขมันที่จำเป็นสำหรับร่างกาย แต่ร่างกายไม่สามารถผลิตเองต้องได้รับจากสารอาหารomega-6 fatty acids จะมี Double bond ที่ตำแหน่ง C6 นับจากกลุ่ม Methyl group omega-6 fatty acids ะพบมากในอาหารจำพวกปลาและน้ำมันพืช corn, safflower, sunflower, soybean, and cottonseed oil
    ไขมันในเลือด เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมาเมื่อท่านไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพและพบว่าไขมันในเลือดสูงแพทย์มักจะแนะนำว่าให้รับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ แต่ปัจจุบันต้องเน้นถึงชนิดของไขมันในอาหาร หากมีไขมันที่ไม่ดีมากก็จะทำให้เกิดโรคหัวใจได้ง่ายขึ้น หากมีไขมันดีมากจะช่วยลดการเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจตีบเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆของประเทศ
    Cholesterol จะพบว่าเป็นส่วนประกอบของเซลล์ผิวและอยู่ในกระแสเลือด ร่างกายของคนเราได้ cholesterol จากสองแหล่งคือ จากอาหารที่เรารับประทาน เช่นเครื่องใน เนื้อ นม จากการสร้างของตับ ไขมันในเลือดมีกี่แบบ เนื่องจากไขมันในเลือดไม่ละลายน้ำจึงจำเป็นต้องมีตัวทำละลายที่เราเรียกว่า Lipoprotein lipoprotein ที่สร้างจาดตับมีสองชนิดคือ low-density lipoproteins (VLDL) และ high-density lipoproteins (HDL) ,ไขมัน VLDL cholesterol เมื่อเข้ากระแสเลือดจะถูกเปลี่ยนไๆปเป็น LDL cholesterol ส่วนไขมันที่จับกับ hdl เรียก HDL cholesterol
  •   ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด  
    น้ำตาล...ไปทำอะไรอยู่ในร่างกายของเรา
    ปกติเมื่อคนเรารับประทานอาหารจำพวกข้าว แป้ง น้ำตาล เข้าไปในร่างกายเริ่มตั้งแต่ในปากจะมีการย่อยสลายอาหารกลุ่มนี้ออกเป็นหน่วยเล็กลงเรื่อย ๆ และเมื่อถึงลำไส้เล็กส่วนใหญ่ของหน่วยเล็ก ๆ เหล่านี้จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิตเพื่อให้ร่างกายนำเข้าไปในเซลล์ของร่างกาย และเผาผลาญกลายเป็นพลังงานในร่างกายสามารถเคลื่อนไหว คิดและปฏิบัติกิจในชีวิตประจำวันได้โดยมีฮอร์โมนจากตับอ่อนที่เรียกว่า "อินซูลิน" เป็นสารช่วยนำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์
    ดังนั้นในกระแสเลือดของเราจะมีน้ำตาลอยู่เสมอแต่จะอยู่ในระดับที่พบดีสำหรับการนำไปใช้ที่เซลล์ของร่างกายคืออยู่ในช่วง 70-120 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร เมื่อไรที่ระดับน้ำตาลในเลือดเกิน 180 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรจะกรองน้ำตาลออกมาในปัสสาวะทำให้สามารถตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะได้
    เบาหวานคืออะไร
    เป็นชื่อของกลุ่มอาการจากความผิดปกติที่ร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลได้ตามปกติ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นและถูกขับออกมาทางปัสสาวะเนื่องจากร่างกายขาดฮอร์โมนสำคัญตัวหนึ่ง คือ อินซูลินจากตับอ่อนที่ผลิตไม่พอใช้หรือผลิตแล้วใช้ไม่ได้ตามปกติ เมื่อมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงอยู่นาน ก็จะเกิดโรคแทรกซ้อนตามมาทั้งเฉียบพลันและเรื้อรังในกรณีเรื้อรังจะไปทำให้หลอดเลือดเสื่อมเสียหายและทำลายอวัยวะส่วนปลายทาง เช่น ไต สมอง หัวใจ เป็นต้น โดยเฉพาะเมื่อมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่ทำลายหลอดเลือดร่วมอยู่ด้วย
    อาการ...ของผู้ที่เป็นเบาหวาน
    1. ปัสสาวะบ่อยและมาก ปัสสาวะกลางคืน
    2. คอแห้ง กระหายน้ำ ดื่มน้ำบ่อย และมาก
    3. หิวบ่อย กินจุ แต่น้ำหนักลด ผอมลง อ่อนเพลีย
    4. เป็นแผลหรือฝีง่ายแต่หายยาก
    5. คันตามผิวหนังและบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์
    6. ชาปลายมือปลายเท้าความรู้สึกทางเพศลดลง
    7. ตามัว พร่า ต้องเปลี่ยนแว่นบ่อย ๆ

    สาเหตุของเบาหวาน
    ในชุมชนไทยมีโอกาสพบคนเป็นเบาหวานตั้งแต่ช่วงอายุ 13 ปีขึ้นไป โดยประมาณทั้งสิ้นถึงหนึ่งล้านเจ็ดแสนคน นอกจากนั้นยังพบว่าเมื่ออายุสูงขึ้นมีโอกาสเป็นเบาหวานได้ง่ายขึ้น ได้แก่ ประชากรระหว่าง 20-44 ปี จะพบประมาณร้อยละ 2-3 และอายะ 45-59 ปี ขึ้นไป อาจพบสูงถึงร้อยละ 10-12 สาเหตุของการเกิดโรคมีดังนี้
    1. น้ำหนักเกิน ความอ้วน และขาดการเคลื่อนไหวออกกำลังกายที่เพียงพอ
    2. กรรมพันธุ์ มักพบโรคนี้ในผู้ที่มีบิดา มารดา เป็นเบาหวาน ลูกมีโอกาสเป็นเบาหวาน 6-10 เท่าของคนที่พ่อแม่เป็นเบาหวาน
    3. ความเครียดเรื้อรังทำให้อินซูลินทำงานนำน้ำตาลเข้าเนื้อเยื่อได้ไม่เต็มที่
    4. อื่น ๆ เช่น จากเชื้อโรคหรือยาบางชนิด เกิดร่วมกับโรคเนื้องอกของต่อมใต้สมองหรือต่อมหมวกไต เป็นต้น

    ผู้ใด...ควรจะสงสัยว่าตนเองเป็นหวาน
    ผู้มีอาการของโรคเบาหวาน ผู้มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 40 ปี และผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 40 ปี ถ้ามีปัจจัยเสี่ยงอย่างน้อยในข้อใดหนึ่งต่อไปนี้
    1. มี บิดา มารดา พี่ หรือน้อง คนใดคนหนึ่งเป็นโรคเบาหวาน
    2. อ้วน โดยมีดรรชนีมวลกายมากกว่าหรือเท่ากับ 25
    3. มีภาวะความดันโลหิตสูง
    4. มีภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ (ไตรกลีเซอไรด์) มากกว่า 250 มก./ดล. เอช ดี แอล คลอเลสเตอรอล (HDL cholesterol) น้อยกว่า 35 มก./ดล.
    5. มีประวัติเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์หรือมีประวัติการคลอดบุตรที่น้ำหนักตัวแรกคลอดมากกว่า 4 กิโลกรัม
    6. มีประวัติหรือเคยมีประวัติน้ำตาลในเลือดสูงจากการตรวจเลือดโดยการงดอาหาร (Fasting Plasma Glucose) = 110-125 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือตรวจวัดน้ำตาลในเลือด 2 ชั่วโมงหลังกินกลูโคส 75 กรัม ตรวจพบน้ำตาล = 140-199) มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
    รู้ได้อย่างไร..ว่าเป็นเบาหวาน
    ถ้าสงสัยว่ามีความเสี่ยงข้อใดข้อหนึ่ง ให้ไปตรวจน้ำตาลในเลือดจากปลายนิ้วที่สถานบริการรักษาพยาบาลพื้นฐาน ก่อนไปตรวจจะต้องงดอาหารทุกชนิด ยกเว้นน้ำเปล่าก่อนอย่างน้อย 8 ชั่วโมง ถ้าผลเลือดตรวจพบน้ำตาลมากกว่าหรือเท่ากับ 110 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ต้องสงสัยว่าเป็นเบาหวาน และสามารถรับประทานอาหารได้หลังการเจาะเลือด
    แต่ถ้าสถานบริการใดไม่มีเครื่องตรวจน้ำตาลในเลือด ต้องตรวจน้ำตาลในปัสสาวะแทนให้ผู้รับบริการเตรียมตัวเก็บปัสสาวะ ในการเก็บปัสสาวะเพื่อตรวจทดสอบให้มีมาตรฐานที่ดีในการตรวจนั้น ควรปัสสาวะทิ้งหลังจากตื่นนอนตอนเช้าเสียก่อนแล้วจากนั้นดื่มน้ำตาม 1 แก้ว รับประทานอาหารเช้าแล้ว หลังอาหาร 2 ชั่วโมงจึงเก็บปัสสาวะส่งตรวจ และถ้ายังมีอาการน่าสงสัย แต่ตรวจไม่พบความผิดปกติจากการตรวจน้ำตาลในปัสสาวะให้ไปตรวจอีกครั้งจากสถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน เช่น โรงพยาบาลชุมชน เป็นต้น
    เมื่อตรวจพบความผิดปกติจากการตรวจคัดกรองข้างต้นแล้วสถานบริการพื้นฐานจะส่งตัวท่านไปวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานหรือไม่โดยแพทย์ ซึ่งจะตรวจระดับน้ำตาลในเลือดจากข้อพับแขนของท่านอีกโดยการเตรียมตัวเพื่อรับการตรวจเช่นเดียวกับการตรวจเลือดปลายนิ้วและจะวินิจฉัยว่าท่านเป็นเบาหวานเมื่อผลเลือดของท่านมากกว่า 126 มก./ดล.ขึ้นไปอย่างน้อย 2 ครั้ง
      ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ  
    หัวใจเป็นอวัยวะที่มีความมหัศจรรย์ เริ่มเต้นตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต นับว่าเป็นอวัยวะที่สำคัญ และ แข็งแรงมาก หัวใจจะทำงานได้เป็นปกติต้องอาศัยการทำงานที่เป็นระบบของ ไฟฟ้าหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจ และ ลิ้นหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจก็เช่นเดียวกันกับกล้ามเนื้ออื่นๆที่ต้องการออกซิเจนและอาหาร จากเลือดมาหล่อเลี้ยงเพื่อให้บีบตัวต่อไปได้ หลอดเลือดที่มาเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ประกอบด้วยหลอดเลือดแดง 2 เส้น เรียกว่า โคโรนารีย์ ด้านขวา 1 เส้น และด้านซ้าย 1 เส้น ซึ่งจะแตกแขนงออกเป็น 2 เส้นใหญ่ นอกจากนั้นแล้วแต่ละเส้นยังส่งแขนงย่อยๆไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจอีกด้วย ดังนั้นหากหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจเหล่านี้เกิดการตีบ หรือ อุดตัน ก็จะนำไปสู่ โรคหัวใจขาดเลือด ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวได้ไม่ดี กล้ามเนื้อหัวใจตาย ภาวะหัวใจล้มเหลว หรือ เสียชีวิตกระทันหัน
    ปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจขาดเลือด
    หลอดเลือดหัวใจก็เป็นอวัยวะหนึ่งที่เกิดการเสื่อมไปตามอายุ อย่างไรก็ตามนอกจากอายุแล้ว ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือดได้เร็วขึ้น และ รุนแรงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้เรียกว่า ปัจจัยเสี่ยง พบว่ายิ่งมีปัจจัยเสี่ยงหลายข้อ โอกาสเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือดจะยิ่งมากขึ้นหลายเท่า ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคหัวใจขาดเลือด ได้แก่
    1. อายุ
    2. เพศชาย ทั้งนี้เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนในเพศหญิงช่วยป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด แต่เมื่อผู้หญิงหมดประจำเดือน ไม่ว่าโดยธรรมชาติ หรือ ไม่มีรังไข่ ก็ทำให้โอกาสเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือดสูงขึ้นใกล้เคียงกับเพศชาย
    3.ประวัติในครอบครัวที่เป็นโรคนี้ รวมทั้งพันธุกรรม
    4. การสูบบุหรี่
    5. ความดันโลหิตสูง
    6. เบาหวาน
    7. ไขมันโคเลสเตอรอล ชนิดร้าย (แอล-ดีแอล) สูง
    8. ไขมันโคเลสเตอรอล ชนิดดี (เอช-ดี-แอล) ต่ำ
    9. โรคอ้วน ซึ่งมักจะทำให้เกิดเบาหวาน ความดันโลหิตสูง รวมทั้งไขมันโคเลสเตอรอล ชนิดดี ต่ำ
    10. ขาดการออกกำลังกาย
      ตรวจภายใน  
    ตรวจภายใน…ตรวจอะไรบ้างหมอ
    ในการตรวจภายในตามมาตรฐาน คุณหมอจะตรวจดูก่อนว่า ภายนอกช่องคลอดมีอะไร ผิดปกติหรือเปล่า มีการบวม การแดง มีแผล มีการอักเสบผิดปกติตรงไหนบ้าง เสร็จแล้ว จะใช้เครื่องมือที่ภาษาแพทย์เรียกว่า " Speculum " หน้าตามันก็เหมือนปากเป็ดทำด้วยสแตนเลส สอดเข้าไปในช่องคลอดจนสุดแล้วถ่างขยายปากเป็ดจะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างภายในช่องคลอด ตอนนี้อาจเจ็บบ้างนิดหน่อย แต่ก็ให้ท่องคาถาเอาไว้อย่างเดียวว่า " อ้ากว้างๆ ไว้ " เพราะถ้าหากอ้ากว้างๆ ไว้จะเจ็บน้อยลง แต่ถ้าหากหนีบเกร็งก็จะไปหนีบเอาเจ้าปากเป็ดที่ว่านี้ไว้ด้วย เอาช่องคลอดไปหนีบเหล็กก็จะยิ่งเจ็บไปกันใหญ่
    เจ้าปากเป็ดที่ใช้จะมีอยู่ 3 ขนาดคือ S, M, L โดยมากจะใช้เบอร์ S นานๆ จะใช้เบอร์ M สักที ส่วนเบอร์ L เกิดมายังไม่เคยใช้เลย พอใส่ปากเป็ดเข้าไปแล้วก็จะสำรวจดูว่าผนังช่องคลอด ดูเป็นปกติดีหรือเปล่า มีแผลมีรอยฉีกขาดอะไรหรือเปล่า ที่สำคัญต้องดูตกขาวด้วยว่า มันสีขาวใสเป็นปกติดีมั้ย ถ้ามันเขียว เหลือง หรือมีอาการคัน หรือมีกลิ่น ก็ต้องเก็บตัวอย่างตกขาว ที่ว่านี้ไปส่องกล้องจุลทรรศน์อีกทีว่ามีเชื้อโรคอะไรบ้าง ดูภายในช่องคลอดเสร็จแล้ว ก็มาดูต่อที่ปากมดลูก ซึ่งจะมีหน้าตาเป็นก้อนกลมๆ เหมือนจุกส้มโอ มีรูตรงกลางเรียกว่า รูปากมดลูก ตรวจดูว่ามีมันมีแผล มีร่องรอยการอักเสบหรือเปล่า
    ตรวจด้วยสายตาเสร็จแล้วก็จะเอาปากเป็ดออก แล้วจะใช้นิ้วสอดเข้าไปคลำมดลูก และปีกมดลูก เพื่อดูว่ามดลูกอยู่ในตำแหน่งปกติหรือเปล่า คว่ำหน้า หรือคว่ำหลัง ผิดปกติไหม ปีกมดลูกมีก้อน มีเนื้องอกอะไรขึ้นมาหรือเปล่า เจ็บมั้ย ถ้าตรวจแล้วไม่มีอะไร ก็เป็นอันเสร็จพิธีการ
    ขั้นตอนการตรวจทั้งหมดนี้เกิดขึ้นบนเตียงขาหยั่ง ดูมันเหมือนจะนานแสนนาน สำหรับคนที่โดนตรวจ แต่ที่จริงแล้วใช้เวลาแป๊บเดียวเองครับ อย่างมากรวมหมดแล้ว ก็ไม่น่าจะเกิน 5 นาที ซึ่งก็เสียเวลาไปกับการขึ้นนอนบนเตียง จัดท่า เตรียมอุปกรณ์ เครื่องมือไปเสียเยอะ ช่วงเวลาที่ถูกลุกล้ำใช้เครื่องมือเข้าไปตรวจ ใช้นิ้วเข้าไปคลำ ใช้เวลาอย่างมากไม่ถึงนาที
    ตรวจเสร็จ แต่งตัวเสร็จ ก็มานั่งคุยกับหมอต่อ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คนไข้บางคนก็อายนะครับ ตรวจเสร็จนั่งหน้างุด ไม่ยอมสบตาเลยล่ะ แต่หมอสูติฯ ส่วนมากเขาจะมีจิตวิทยาในเรื่องเหล่านี้ดี จะคุยเกี่ยวกับโรค เกี่ยวกับการรักษา การดูแลปฏิบัติตัว คุยเป็นเรื่องเป็นราวทำให้ลืมเรื่องที่คนไข้อายหมอไปได้เลย เรื่องตรงนี้ เป็นใครก็คงต้องอายเป็นธรรมดา แต่ถ้าเป็นหมอสูติฯ ซึ่งเป็นหมอที่ดูแลรักษา เกี่ยวกับของสำคัญตรงนี้โดยเฉพาะ ก็ขอยกเว้นที่ไม่ต้องอายไว้สักคน เพราะยังงั้ย ยังไง หมอสูติฯ ก็ต้องตรวจอวัยวะส่วนนี้ไปชั่วชีวิตอยู่แล้ว เห็นอยู่ทุกวัน ดูอยู่ทุกวันจนชินชาหมดแล้ว รู้สึกว่ามันเป็นหน้าที่ เป็นงานที่ต้องทำ ถ้าไม่มีหมอสูติฯ แล้วใครจะมาทำหน้าที่นี้ล่ะครับ
    หลายคนก็สงสัยว่าเป็นหมอสูติฯ เห็นมาจนชินชาอย่างนี้แล้วกลับบ้าน จะเกิดอาการตายด้านรึเปล่า ถ้าเป็นอย่างนั้น เป็นเมียหมดสูติฯ คงเฉาแย่ แต่เปล่าหรอกครับ ในบรรดาเพื่อนหมอด้วยกัน หมอสูติฯ นี่แหละที่มีเมียเล็กเมียน้อย มากกว่าหมออื่นๆ…เผลอเอาความลับมาเปิดเผยอย่างนี้เดี๋ยวโดนเพื่อนๆ รุมแน่ๆ เลย