หน้าหลัก
Health
Lady & Gentleman
WebBoard
Health Digit
Blood Test
Safety First
Diseases
Sex Edu.
ศูนย์บริการสุขภาพเคลื่อนที่  โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  กรมแพทย์ทหารเรือ  โทรศัพท์ภายใน : 3287, 3411, 3412  โทรศัพท์ภายนอก : 038-244101-2  โทรสารภายนอก : 038-244101  E-mail : Sirikithosp@yahoo.com
นโยบาย
กิจกรรม
ขั้นตอนตรวจ
ทีมงาน
สายบริหาร
ข้อควรปฏิบัติ
ราชการ
สาระน่ารู้
สิทธิพิเศษ
ประโยชน์
เกร็ดความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ
การวัดค่าดัชนีมวลกาย (BMI = 18.5-22.9)  ค่าดัชนีมวลกาย เป็นดัชนีอาศัยความสัมพันธ์ระหว่าง ส่วนสูง และน้ำหนักตัว มาเป็นตัวช่วย บ่งชี้สภาวะร่างกายของแต่ละคน ( ดีกว่าการอาศัยหนักตัวอย่างเดียวเพราะคนที่มีน้ำหนักตัว เท่ากันเช่นที่ 70 กิโลกรัม สำหรับผู้ที่สูงประมาณ 175-180 ซม. ถือว่าปกติหุ่นกำลังดี แต่ กับผู้ที่สูงประมาณ 150-160 ซม. คุณจะดูอ้วนแล้ว) ตัวดัชนีจะช่วยบ่งบอกให้ทราบว่าเรามี สภาพที่อ้วนมากเกินไป (ตัวเลขดัชนีสูงกว่าค่ามาตรฐาน ยิ่งสูงมากก็ยิ่งอ้วนมาก) หรืออยู่ใน เกณฑ์ปกติ แสดงว่ามีความสมดุลย์ที่ดีระหว่างการทานอาหารและการออกกำลังกายจึงได้ดัชนี ในเกณฑ์มาตรฐาน หรืออยู่ในสภาพที่ผอมหรือผอมมากเกินไป (ค่าดัชนีจะต่ำกว่าค่ามาตรฐาน ยิ่งต่ำมากแสดงว่ายิ่งผอมมาก)
เหตุที่เราควรกังวลและสำรวจสภาพร่างกายของเราเป็นระยะๆเพราะว่า ไม่ว่าจะอ้วนหรือมี น้ำหนักตัวมากเกินไปก็เป็นบ่อเกิดที่จะมีโรคตามมาได้มากมายเช่น ไขมันในเลือดสูง เส้นเลือด หัวใจตีบตัน ความดันโลหิตสูง อัมพฤต อัมพาต โรคกระดูกและไขข้อ โรคเบาหวาน จะเห็นว่า ความอ้วนก่อให้เกิดโรคต่างๆตามมาได้อีกมากมายที่จะบันทอนสุขภาพ และคุณภาพชีวิตของ เรา เราอาจเดินทางไปไหนมาไหนไม่สดวก มีโรคคอยก่อกวน มียาที่ต้องคอยทานอยู่ตลอดเวลา แพทย์ที่ควบคุมการลดน้ำหนักส่วนใหญ่ ถ้าเพื่อความสวยงาม ในแง่สรีระ มักจะลดน้ำหนักให้คนไข้ อยู่ประมาณ ค่าต่ำสุดของค่าปกติ คือ ประมาณ BMI ให้อยู่ที่ 18.0-19.0 เราเพียงควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์แล้วโรคต่างๆก็จะห่างไกลจากเรา
สำหรับคนอ้วนที่ ยังไม่มีอาการของโรคข้างต้น ถือเป็นโอกาสดีที่ท่านยังมีเวลาแก้ตัว รีบควบคุมสภาพของเรา ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติหรือใกล้กับปกติให้มากที่สุดก่อนที่จะมีการแสดงอาการของโรคเกิดขึ้น การตามใจปากของเราแล้วทำให้มีค่าดัชนีมวลกายสูงๆ เราจะต้องมาเสียโอกาส และต้องคอย จ่ายยาเพื่อรักษาอาการของโรคที่ตามมา ค่ายาที่เราต้องนำเข้าจากต่างประเทศปีหนึ่งๆเป็น มูลค่ามหาศาล เราสามารถช่วยตัวเรา ครอบครัวและประเทศชาติในการลดการนำเข้า โดยเพียงเราสนใจดูแลสุขภาพเราเอง ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมายเหมือนการรักษา ยังได้ สุขภาพที่สมบูรณ์ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในบันปลายอีกด้วย คุณไม่คิดจะให้รางวัลกับชีวิต บ้างเชียวหรือ มาเริ่มการสนใจดูแลสุขภาพกันดีกว่า
สำหรับท่านที่มีเกณฑ์ดัชนีมวลกายต่ำกว่ามาตรฐาน คงต้องมาลองสำรวจหาความผิดปกติของ ระบบอาหารและการทานอาหารของเรา เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้เราเบื่ออาหาร ทานไม่ได้ หรือ ว่าเราเป็นโรคกลัวอาหาร หรือ เบื่ออาหารหรือไม่ การปล่อยสภาพร่างกายให้ผอมมากและนาน เกินไปก็มีผลร้ายต่อร่างกายเราเช่นกัน รีบหาสาเหตุและแก้ไขที่ต้นเหตุ แล้วสภาพร่างกายที่ดี ก๊จะกลับมาเป็นของคุณครับ...
การวัดค่าความดันโลหิต (BP=120/80 มม.ปรอท)  โรคความดันโลหิตสูง หรือ โรคแรงดันเลือดสูง ภาษาอังกฤษเรียก Hypertension ภาษาชาวบ้านเรียกง่ายๆว่า “โรคความดัน” ซึ่งเป็นโรคที่รู้จักกันมาก โรคหนึ่ง แต่เชื่อไหมครับ จากการศึกษาพบว่าชาวอเมริกันร้อยละ 68.4 เท่านั้นที่ทราบว่าตัวเองมี ความดันโลหิตสูง และมีเพียงร้อยละ 53.6 ที่รับการรักษา และในกลุ่มนี้มีเพียงร้อยละ 27.4 ที่สามารถควบคุมความดันโลหิตได้ดี นั่นเป็นสถิติต่างประเทศ สำหรับบ้านเรายังล้าหลังเรื่องข้อมูลพวกนี้อยู่มาก ผู้เขียนหวังว่าบทความนี้คงช่วยให้ผู้อ่านมีความเข้าใจ และ เห็นความสำคัญของการรักษาความดันโลหิตสูงมากขึ้น
ความดันโลหิตคืออะไร...?
ลองนึกภาพสายยางรดน้ำต้นไม้ มีน้ำไหลเป็นจังหวะการปิดเปิดของก๊อก เมื่อเปิดน้ำเต็มที่ น้ำไหลผ่านสายยาง ย่อมทำให้เกิดแรง ดันน้ำขึ้นในสายยางนั้น และเมื่อปิดหรือหรี่ก๊อก น้ำไหลน้อยลง แรงดันในสายยางก็ลดลงด้วย ระบบหัวใจและหลอดเลือด ก็เป็น ระบบไหลเวียนของเลือดทั่วร่างกาย โดยมีหัวใจ ทำหน้าที่คล้ายก๊อก หรือ ปั๊มน้ำ คอยสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย เลือดไหลแรงดี ความดันก็ดี หากหัวใจบีบตัวไม่ดี เลือดไหลอ่อน ความดันก็ลดลง นอกจาก นั้นแล้วความดันในหลอดเลือดยังขึ้นกับสภาพของ หลอดเลือดด้วย หากหลอดเลือดมีความยืดหยุ่นดี จะปรับความดันได้ดี ไม่ให้สูงเกินไป แต่หาก หลอดเลือดเสียความยืดหยุ่น หรือ แข็งตัว ก็จะทำให้ความดันเปลี่ยนแปลงไปด้วย ค่าความดันโลหิตจะมีสองค่าเสมอ เรียกว่า “ตัวบน” และ “ตัวล่าง” ค่าแรกเป็นความดันโลหิตในหลอดเลือดที่เกิดขึ้นขณะที่หัวใจ บีบตัว ไล่เลือดออก จากหัวใจ ส่วนตัวล่างคือความดันของเลือดที่ยังค้างอยู่ในหลอดเลือดขณะที่หัวใจคลายตัว ผู้ป่วยความดัน โลหิตสูงควรจำค่าทั้งสองไว้ เพราะมีความสำคัญ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
ความดันโลหิตเท่าไรเรียกว่าปกติ ปัจจุบันความดันโลหิตที่เรียกว่า “เหมาะสม” ในผู้ที่อายุมากกว่า 18 ปี คือ ตัวบนไม่เกิน 120 มม.ปรอท และตัวล่างไม่เกิน 80 มม.ปรอท เรียกสั้นๆว่า 120/80 ความดันโลหิตที่ “อยู่ในเกณฑ์ปกติ ” คือ ต่ำกว่า 130/85 มม.ปรอท ความดันโลหิตสูงเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ คือ 130-139/85-89 มม.ปรอท จะเรียกได้ว่ามีความดันโลหิตสูงเมื่อ ความดันโลหิตตัวบนมากกว่า (หรือเท่ากับ) 140 และตัวล่างมากกว่า (หรือเท่ากับ) 90 มม.ปรอท อย่างไรก็ตามก่อน ที่จะเรียกว่าผู้ป่วยมีความดันโลหิตสูงได้นั้น แพทย์จะต้องวัดซ้ำหลายๆครั้ง หลังจากให้ผู้ป่วยพักแล้ว วัดซ้ำจนกว่าจะแน่ใจว่าสูงจริง และที่สำคัญเทคนิค การวัดต้องถูกต้องด้วยการวัดความดันโลหิตที่ถูกต้องเป็นอย่างไร
เครื่องมือที่ใช้วัดความดันโลหิตที่เป็นมาตราฐานคือผ้าที่มีถุงลมพันที่แขน และ ใช้ปรอท ในขณะวัดความดันโลหิตผู้ถูกวัดความดัน โลหิตควรจะอยู่ ในท่านั่งสบายๆ วัดหลังจากนั่งพักแล้ว 5 นาที ไม่วัดหลังจากดื่มกาแฟ หรือ สูบบุหรี่ ขนาดของผ้าพันแขนก็ต้อง เหมาะสมกับแขนผู้ถูกวัดด้วย หากอ้วนมากแล้วใช้ผ้าพันแขนขนาดปกติ ค่าที่ได้จะสูงกว่าความเป็นจริง การปล่อยลมออกจาก ที่พันแขนก็มีความสำคัญอย่างมาก และ เป็นที่ละเลย กันมากที่สุด คือจะต้องปล่อยลมออกช้าๆ ไม่ใช่ปล่อยพรวดพราดดังที่เห็น หลายๆแห่งทำอยู่ การทำเช่นนั้นทำให้ได้ค่าที่ผิดไปจากความเป็นจริงมาก เครื่องวัดความดันก็ต้องได้มาตราฐาน ไม่ใช่เครื่องเก่า มากหรือมีลมรั่ว เป็นต้น ตำแหน่งของเครื่องวัดก็ควรอยู่ระดับเดียวกับหัวใจ และต้องวัดซ้ำๆ เพื่อหาค่าเฉลี่ย
ปัจจุบันมีเครื่องมือที่ออกแบบมาให้วัดความดันโลหิตได้ง่ายและสะดวกขึ้น โดยผู้วัดไม่จำเป็นต้องมีความรู้เลย เพียงแค่ใส่ถ่าน พันแขนและกดปุ่ม เครื่องจะวัดให้เสร็จ อ่านค่าเป็นตัวเลข เครื่องแบบนี้มีขายตามศูนย์การค้าทั่วไป โดยทั่วไปแล้วใช้งานได้ดี (แบบพันแขน) แต่ก็ต้องนำเครื่องมา ตรวจสอบความถูกต้องเป็นครั้งคราว ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงควรมีเครื่องชนิดนี้ไว้วัดที่บ้านด้วย ในอนาคตเครื่องวัดความดันโลหิตแบบปรอทอาจจะเลิกใช้ ส่วนหนึ่งเนื่องจากผลทางสิ่งแวดล้อม(ปรอทเป็นสารอันตราย) และ อีกเหตุผลหนึ่งคือใช้เทคนิคมากในการวัดให้ถูกต้อง ความรู้ปัจจุบันพบว่าการวัดความดันโลหิตที่ดีที่สุดคือการวัดความดันโลหิตตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งหลับและตื่น เพื่อดูแบบแผน ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร และหาค่าเฉลี่ยความดันโลหิตของช่วงกลางวันและกลางคืน ค่าที่ถือว่าปกติโดยการวัดความดันโลหิต 24 ชั่วโมงนี้ คือ ขณะตื่นความดันโลหิตเฉลี่ยควร น้อยกว่า 135/85 มม.ปรอท และเมื่อหลับความดันโลหิตเฉลี่ยควรน้อยกว่า 120/75 มม.ปรอท
ข้อที่ควรทราบบางประการเกี่ยวกับความดันโลหิต ประการแรกคือความดันโลหิตเป็นค่าไม่คงที่ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทุกวินาที จึงไม่แปลกที่วัดซ้ำในเวลาที่ใกล้เคียงกัน แล้วได้คนละค่า แต่ก็ไม่ควรจะแตกต่างกันนัก ความดันโลหิตยังขึ้นกับท่าของผู้ถูกวัดด้วย ท่านอนความดันโลหิตมักจะสูงกว่าท่ายืน นอกจากนั้นแล้ว ยังขึ้นกับ สิ่งกระตุ้นต่างๆ เช่น อาหาร บุหรี่ อากาศ กิจกรรมที่ทำอยู่ รวมทั้งจิตใจด้วย ประการต่อมาคือภาวะความดันโลหิตสูงปลอม หมายความว่าจริงๆแล้วผู้ป่วยไม่ได้มีความดันโลหิตสูง แต่ด้วยเหตุผลใดไม่ทราบ เมื่อมาวัดความดันโลหิต ที่คลินิกแพทย์หรือโรงพยาบาล จะวัดได้สูงกว่าปกติทุกครั้ง แต่เมื่อวัดโดยเครื่องวัดความดันโลหิต 24 ชั่วโมงหรือวัดด้วยเครื่องอิเลคโทรนิคเองที่บ้าน กลับพบว่าความดันปกติ เรียกภาวะเช่นนี้ว่า White coat hypertension หรือ Isolated clinic hypertension กลุ่มนี้มีอันตรายน้อยกว่าความดันโลหิตสูงจริงๆ
ความดันโลหิตสูงเกิดจากอะไร และ มีอาการอย่างไร จนถึงปัจจุบันนี้ความดันโลหิตสูงก็ยังเป็นโรคที่ไม่ทราบสาเหตุเป็นส่วนใหญ่ มีหลายปัจจัยมาเกี่ยวข้องทั้งพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม เช่น อาหารรสเค็ม เชื้อชาติ ส่วนน้อยเกิด (น้อยกว่าร้อยละ 5) จากความผิดปกติของหลอดเลือด ไตวาย หรือ เนื้องอกบางชนิด ความดันโลหิตสูงได้ชื่อว่าเป็นฆาตกรเงียบ เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการผิดปกติ ไม่ทราบว่าตัวเองมีความดันโลหิตสูง หรือ แม้จะทราบแต่ละเลยไม่สนใจรักษาเพราะรู้สึกปกติ สบายดี ทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่างๆตามมาภายหลัง ผู้ป่วยส่วนน้อยที่มี อาการปวดศีรษะ มึนศีรษะ
ทำไมต้องลดความดันโลหิต การที่ปล่อยให้ความดันโลหิตสูงอยู่เป็นระยะเวลานาน จะทำให้เกิดการเสื่อมสภาพของหลอดเลือดแดง โดยเฉพาะหลอดเลือด เลี้ยงสมอง ตา หัวใจ และไต จึงทำให้หลอดเลือดสมองแตก หรือ ตีบตัน เป็นอัมพาต ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ โรคหัวใจขาดเลือด ไตวายเรื้อรัง เป็นต้น นอกจากนั้นแล้วความดันโลหิตสูง ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น จนเกิดหัวใจโต กล้ามเนื้อหัวใจหนา ซึ่งไม่เป็นผลดีเลย อาจเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวหรือหัวใจวายตามมา เห็นได้ว่า การละเลย ไม่สนใจรักษาก็จะมีโทษต่อตนเอง ในอนาคต เป็นที่น่าเสียดายที่ผลแทรกซ้อนต่างๆเหล่านี้สามารถป้องกันได้โดยการควบคุมความดันโลหิต แม้จะไม่สามารถป้องกัน ได้ทั้งหมดก็ตาม ดังนั้นการรักษาความดันโลหิตสูงในวันนี้ ก็เพื่อที่จะลดโอกาสเกิดผลแทรกซ้อนร้ายแรงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ในอนาคตลงให้มากที่สุดนั่นเอง
ข้อควรทราบเกี่ยวกับการรักษาความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่ไม่ทราบสาเหตุ การรับประทานยาเป็นเพียงการรักษาที่ปลายเหตุ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องรักษาตลอดไป หากหยุดยา ความดันโลหิตอาจกลับมาสูงอีกได้ เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการผิดปกติ แม้ความดันโลหิตจะสูงมากๆก็ตาม ดังนั้นจึงไม่สามารถใช้อาการมาพิจารณาว่า วันนี้จะรับประทานยา หรือไม่ เช่น วันนี้สบายดีจะไม่รับประทานยาเช่นนั้นไม่ได้ การรักษาความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติตลอดเวลาเป็นระยะเวลานาน จะช่วยลดโอกาสเกิดโรคแทรกทางสมอง หัวใจ ไต และหลอดเลือดได้ การรักษาแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การไม่ใช้ยา กับการใช้ยา การไม่ใช้ยาหมายถึงการลดน้ำหนัก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ งดบุหรี่ และหลีกเลี่ยงอาหารเค็ม ในผู้ป่วยที่ความดันโลหิตสูงเล็กน้อย อาจเริ่มการรักษาโดยไม่ใช้ยา แต่หากมีปัจจัยเสี่ยงในการเกิด โรคหัวใจอยู่ด้วยก็อาจจำเป็นต้องใช้ยาร่วมด้วย
ปัจจุบันมียาลดความดันโลหิตอยู่หลายกลุ่ม กลไกการออกฤทธิ์แตกต่างกันไป ราคาก็ต่างกันมาก ตั้งเม็ดละ 50 สตางค์ ถึง 50 บาท ยาลดความดัน โลหิตที่ดี ควรจะออกฤทธิ์ช้าๆ ไม่ทำให้ความดันโลหิตแกว่งขึ้นลงมากจนเกินไป สามารถควบคุมความดัน โลหิตได้ดีตลอด 24 ชั่วโมง โดยการรับประทาน เพียงวันละ 1 ครั้ง มีผลแทรกซ้อนน้อย แต่น่าเสียดายว่ายังไม่มียาใดที่วิเศษ ขนาดนั้น ยาทุกตัวล้วนก็มีข้อดี ข้อด้อย และ ผลแทรกซ้อนทั้งสิ้น อย่าลืมว่า การปล่อยให้ ความดันโลหิตสูงอยู่นานๆ ก็เป็นผลเสีย ร้ายแรงเช่นกัน จึงควรติดตามการรักษาโดยการวัดความดันโลหิตสม่ำเสมอ ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง หากมี ผลแทรกซ้อน ควรปรึกษาแพทย์ท่านเดิมเพื่อปรับเปลี่ยนยา ไม่ควรเปลี่ยนแพทย์ไปเรื่อยๆ เพราะทำให้การรักษาไม่ต่อเนื่อง การรักษาความดันโลหิตสูงในผู้ป่วยสูงอายุเป็นเรื่องที่สำคัญ และจำเป็นต้องรักษา แต่ต้องรักษาด้วยความระมัด ระวังอย่างยิ่ง เนื่องจากหากลด ความดันโลหิตมากเกินไป ก็อาจเกิดผลเสียขึ้นได้ นอกจากการรับประทานยาแล้ว การควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้ผ่องใส งดอาหารเค็ม ก็จะช่วยให้ ควบคุมความดันโลหิต ได้ดียิ่งขึ้น
โรคความดันโลหิตต่ำเป็นอย่างไร รักษาโดยดื่มเบียร์จริงหรือ ความจริงแล้วไม่มี “โรคความดันต่ำ” มีแต่ภาวะความดันโลหิตต่ำที่เกิดขึ้นเนื่องจากร่างกายขาดสารน้ำ เช่น ท้องเสีย อาเจียน เสียเลือด อากาศร้อนจัด หรือจากยาบางชนิด ความดันโลหิตที่วัดได้ 90/60 มม.ปรอท ไม่ได้หมายความว่าเป็นความดันโลหิต ที่ต่ำกว่าปกติ คนจำนวนมากมีความดันโลหิตขนาดนี้ โดยไม่มีอาการผิดปกติ อาการหน้ามืด เวียนศีรษะบ่อยๆ ที่คนส่วนใหญ่ คิดว่าเป็นจาก "ความดันต่ำ" นั้น อาจเกิดจากหลายสาเหตุ มักจะเกิดจากการ ขาดการออกกำลังกาย มากกว่าที่จะเกิดจากภาวะ ความดันโลหิตต่ำ การรักษาภาวะความดันโลหิตต่ำ ต้องรักษาที่สาเหตุ ไม่ใช่การดื่มเบียร์อย่างที่เข้าใจกัน ...
การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ  มีผู้อ่านหลายๆท่านที่ได้รับการตรวจสุขภาพ หรือ ไม่สบายไปหาหมอด้วยอาการต่างๆ แล้วคุณหมอสั่งตรวจ EKG ท่านเคย สงสัยไหมครับว่า ท่านได้ประโยชน์อะไรจากการตรวจ EKG นี้ คลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือ กราฟหัวใจ หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Electrocardiogram ใช้คำย่อว่า ECG หรือ EKG ก็คือการตรวจจับกระแสไฟฟ้าที่ออกมาจากหัวใจ หัวใจคนเราเป็นอวัยวะ มหัศจรรย์จริงๆ ประกอบไปด้วยส่วนของกล้ามเนื้อหัวใจที่แข็งแรง ทำงานตลอดชีวิตไม่มีวัน เวลา หยุดพัก อวัยวะอื่นๆยังพักได้ แต่หัวใจไม่เคยพัก การที่กล้ามเนื้อหัวใจจะทำงานบีบตัวได้นั้น จะต้องอาศัยไฟฟ้ากระตุ้น ไฟฟ้านี้ก็มาจากหัวใจเอง โดยจะปล่อย ไฟฟ้าออกมาเป็นจังหวะ จากหัวใจห้องบนขวา ลงมายังหัวใจห้องล่าง ขณะที่ไฟฟ้าผ่านกล้ามเนื้อหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจจะเกิดการ หดตัว (และตามมาด้วยการคลายตัว) หัวใจจึงบีบตัวไล่เลือดจากห้องบน มายังห้องล่าง อย่างสัมพันธ์กัน เมื่อเรานำเอาตัวจับสัญญาณ ไฟฟ้า (electrode) มาวางไว้ที่หน้าอก ใกล้หัวใจ เราก็สามารถบันทึกไฟฟ้าที่ออกจากหัวใจนี้ได้
คลื่นไฟฟ้าหัวใจบอกอะไรเราบ้าง จำไว้ว่าการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจไม่ใช่เครื่องเช็คหัวใจ ไม่ใช่ว่าตรวจออกมาเป็นกราฟแล้วจะบอกความผิดปกติ ทุกอย่าง เปล่าเลย ความเป็นจริงแล้วคลื่นไฟฟ้าหัวใจบอกให้เราทราบข้อมมูลเกี่ยวกับหัวใจค่อนข้างจำกัด เช่น จังหวะการเต้น ความสม่ำเสมอ การนำไฟฟ้าในหัวใจ ชนิดของการเต้นผิดจังหวะ (ตรวจขณะมีอาการ) หัวใจโตหรือไม่ กล้ามเนื้อหัวใจตาย กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (ในบางรายเท่านั้น เพราะต้องตรวจขณะมีอาการ) ความผิดของระดับเกลือแร่บางชนิดในร่างกาย เป็นต้น ข้อมูลที่ได้มาก็ต้องนำมาแปลผลอีกครั้ง โดยอาศัยประวัติ การตรวจร่างกาย ความชำนาญของแพทย์ จึงจะสรุปอีกครั้งว่าคลื่นไฟฟ้า หัวใจผิดปกติหรือไม่ บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยได้รับการบอกจากแพทย์ว่าเป็นโรคหัวใจโต หลอดเลือดตีบ 3 เส้น ทั้งๆที่ผู้ป่วยไม่ได้เป็นเลย เนื่องจากแพทย์ขาดความรู้ความชำนาญในการนำข้อมูลที่ได้จาก EKG มาแปลผลอย่างถูกต้อง
จุดอ่อนของการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
คลื่นไฟฟ้าหัวใจปกติ ไม่ได้หมายความว่าหัวใจปกติ ปราศจากโรค ในโรคหัวใจขาดเลือด หรือ หลอดเลือดหัวใจตีบนั้น คลื่นไฟฟ้าหัวใจจะผิดปกติก็ต่อเมื่อเป็นโรคขั้นรุนแรงจนเกิดกล้ามเนื้อหัวใจ ตายแล้ว ถ้าเป็นเพียงหลอดเลือดตีบแต่ไม่รุนแรง ก็อาจตรวจไม่พบได้ นอกจากการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะ ออกกำลังกายจะช่วยเพิ่มความไวในการตรวจขึ้น
หัวใจโต ? การอ่านคลื่นไฟฟ้าหัวใจว่ามีหัวใจโตก็เป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังมาก เพราะการแปลผลอาศัย ความสูงของคลื่นไฟฟ้า (voltage) เป็นสำคัญ ความสูงของคลื่นนี้ก็แปรผันมากเหลือเกิน ทั้งความอ้วน ผอม โรคปอด อายุ ฯลฯ ดังนั้นบ่อยครั้งที่คลื่นไฟฟ้าหัวใจบอกว่าโต แต่ความจริงแล้วไม่โตก็ได้ ในทาง กลับกันการตรวจขนาดของหัวใจโดยอาศัยคลื่นไฟฟ้าหัวใจนั้น มีความไวที่ต่ำมาก หมายความว่า หัวใจอาจจะโต โดยที่คลื่นไฟฟ้าหัวใจปกติ !!!
คลื่นไฟฟ้าหัวใจไม่ได้บอกความผิดปกติของลิ้นหัวใจ หรือ หลอดเลือดหัวใจโดยตรง แต่เป็นการตรวจผลเสียที่เกิดขึ้นเนื่องจากโรคของลิ้นหัวใจหรือหลอดเลือดหัวใจต่างหาก ในหลายกรณีการตรวจจะได้ประโยชน์เฉพาะเมื่อตรวจขณะเกิดอาการ เช่น ใจสั่น หัวใจเต้นผิดปกติ เจ็บหน้าอก เป็นต้น
ถ้าเช่นนั้นใครบ้างควรตรวจ EKG ? ในกรณีที่อายุน้อย สบายดี ไม่มีอาการผิดปกติ ตรวจร่างกายปกติ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจก็ไม่มี ประโยชน์เลย ในกรณีที่อายุมาก เช่นมากกว่า 40 ปี แข็งแรงดี ไม่มีอาการผิดปกติ ตรวจร่างกายปกติ การตรวจคลื่น ไฟฟ้าหัวใจในกรณีเช่นนี้ได้ประโยชน์น้อยมาก ท่านอาจตรวจเพียงครั้งเดียวเพื่อเก็บไว้เป็น record สำหรับเปรียบเทียบกับการตรวจในอนาคตที่อาจจะเกิดขึ้น เนื่องจากเกิดโรคหัวใจ เน้นอีกครั้ง คลื่นไฟฟ้า หัวใจปกติวันนี้ ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่มีโรคหัวใจซ่อนอยู่ และ ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่เป็น โรคหัวใจในอนาคต ในกรณีทิ่อายุมาก เช่นมากกว่า 40 ปี และมีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือด เช่น ไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ เบาหวาน คุณควรได้รับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ อย่างน้อย 1 ครั้ง แม้ว่าจะไม่มีอาการของ โรคหัวใจก็ตาม เนื่องจากอยู่ในกลุ่มมีความเสี่ยงสูง คุณอาจเคยมีกล้ามเนื้อหัวใจตาย โดยที่ไม่มี อาการก็ได้ และเป็นการตรวจเพื่อเป็น record ไว้เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น ใจสั่น เจ็บหน้าอก เหนื่อยง่ายผิดปกติ หรือ ตรวจร่างกายผิดปกติ เช่น ความดันโลหิตสูง ลิ้นหัวใจรั่ว กรณีดังกล่าวท่านควรตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ แต่ในหลายๆครั้ง ก็จำเป็น ต้องตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะออกกำลัง ติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้า หัวใจ 24-48 ชั่วโมง เป็นต้น กลุ่มนี้อาจต้องได้รับการตรวจหลายครั้ง จนบางครั้งผู้ป่วยบ่นว่าตรวจแล้วตรวจอีก
จะเห็นว่า จริงๆแล้วการตรวจและการแปลผลคลื่นไฟฟ้าหัวใจนั้นมีข้อจำกัดมาก ผู้ป่วยจำนวนส่วนหนึ่งอาจไม่ได้ประโยชน์ จากการตรวจนี้ ในขณะที่ค่าตรวจตั้งแต่ 100-350 บาท นับว่าแพงทีเดียว คราวหน้าไปหาหมอ ถ้าหมอส่งตรวจคลื่น ไฟฟ้าหัวใจ ลองถามคุณหมอดูนะครับว่า ในกรณีของคุณจำเป็นมากน้อยแค่ไหน ...
การตรวจการได้ยิน การมีการสูญเสียการได้ยินหมายความว่าอะไร? มัน อาจหมายถึง การไม่ได้ยิน เสียงออด ในบ้าน หรือคู่ชีวิตของท่านเรียก ท่านจาก อีกห้องหนึ่ง มันอาจจะหมายถึง การพลาดข้อมูลสำคัญ ในการคุยธุรกิจ หรือ การหลีกเลี่ยง ที่จะพบปะ เพื่อนฝูง เพราะกลัวที่จะพบปัญหา
การสูญเสีย การได้ยิน จะมีผล ต่อคุณภาพชีวิต จำกัดความสามารถของท่าน ที่อยู่ร่วมกับผู้อื่น เป็นสาเหตุ ของการเข้าใจผิด และ ความล้า ความเครียดสูง และ ทำขาดประสบการณ์ ในการฟังเสียง ที่ให้ความเพลิดเพลิน และ มีความหมายกับชีวิต นอกจากยังมีผล ต่อความปลอดภัยในชีวิต อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าท่าน ไม่ได้ยินเสียงสัญญาณเตือน ไฟไหม้
คนส่วนใหญ่ มักลังเล ในการมารักษา เรื่องการสูญเสีย การได้ยิน ส่วนหนึ่ง เกิดจาก การมีหูเสีย แบบค่อยเป็นค่อยไป อันที่จริงการพัฒนา การสูญเสียการได้ยิน ใช้เวลาเป็นปี อีกส่วนหนึ่งคือ การไม่ยอมรับปัญหา การสูญเสีย การได้ยิน อาจเป็นธรรมชาติ ที่เกิดเนื่องจากอายุ แต่คนจำนวนไม่มาก ก็ยอมรับ เมื่ออายุที่เพิ่มขึ้น ิแต่ บางครั้งปัญหาที่ใหญ่ที่สุด คือวิธีที่เรา จะแสดงว่า มีการสูญเสียการได้ยิน เป็นเรื่อง ของทั้งประเพณี และ ขึ้นกับแต่ละคน คนมักจะรู้สึกอับอายเสมอ เมื่อมีการสูญเสีย การได้ยิน เมื่อเปรียบเทียบ กับการมีปัญหา เรื่องสายตา ยกตัวอย่างเช่น ในสังคมเรา จะมีปัญหาเรื่องผมร่วง หรือผมน้อย ก่อนที่ จะมีปัญหาการได้ยิน ...
การตรวจสมรรถภาพปอด   การวัดปริมาตรลมและอัตราการไหลของลมหายใจ แบบดั้งเดิม Water-seal Spirometer (ดังรูป) จะเป็นถังที่ครอบคว่ำอยู่ในน้ำเมื่อเป่าลมเข้าไปในถัง ถังจะลอยสูงขึ้น ที่ขอบถังมีปากกาติดอยู่ ปากกาจะลากเส้นสูงขึ้นตามปริมาตรของลมที่เป่าเข้าไป โดยลากเส้นลงบนกระดาษกราฟที่พันรอบแกนหมุน ทำให้ได้กราฟที่แกน X เป็นเวลา และแกน Y เป็นปริมาตรลม เรียกว่า Volume- time curve การทดสอบด้วยเครื่องมือแบบนี้ค่อนข้างยุ่งยากและใช้เวลามาก เพราะต้องคำนวณและแปลผลจากกราฟ ในปัจจุบันจึงมีเครื่องทดสอบสมรรถภาพปอดที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการคำนวณ บางเครื่องสามารถแปลผลและลากเส้นCurve ทั้งที่เป็น Volume- time และFlow-volume curve ได้ แต่การใช้เครื่องมือแบบนี้ ต้องตรวจสอบความแม่นยำของการวัดปริมาตรลม หรือ Calibrate เครื่องทุกๆ ครั้ง ก่อนที่จะทำการทดสอบสมรรถภาพปอด โดยใช้ Calibration Syringe ที่มีปริมาตรลมคงที่เป็นตัวทดสอบ โดยยอมให้มีปริมาตรที่ผิดพลาดได้ไม่เกิน 50 cc. ทางด้านอาชีวอนามัยนิยมใช้ Spirometer เพื่อคัดกรองและประเมินความผิดปกติของระบบหายใจ เนื่องจากสามารถทำซ้ำได้บ่อยโดยไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพคนงาน แต่จะสามารถบอกได้ว่าปอดทำงานได้ดีหรือไม่อย่างไร ต้องพิจารณาร่วมอาการและประวัติของการสัมผัสสารต่างๆ ในการทำงาน ผลการตรวจ จะมีการคำนวณค่าหลักๆ คือ FVC และ FEV1 ซึ่งการจะพิจารณาว่ามีความผิดปกติแบบใด จะต้องนำค่าที่ตรวจได้ไปเปรียบเทียบกับค่าปริมาตรปอดที่ทำการศึกษาในประชากรส่วนใหญ่ที่มี อายุ – เพศ – เชื้อชาติเดียวกันทำได้ แพทย์จะใช้ค่าต่างๆ เหล่านี้ในการวินิจฉัยโรค หรือความผิดปกติของปอด และการแปลผลจะอ้างอิงตามเกณฑ์ของ American Thoracic Society Criteria for Pulmonary Impairment ผู้ที่สมรรถภาพปอด “ผิดปกติ” หมายความว่าสมรรถภาพปอดต่ำกว่าคนทั่วไปในอายุ - เพศ - เชื้อชาติเดียวกัน โดยแบ่งความผิดปกติออกเป็น 3 ประเภท คือ
(1) ปอดขยายได้ไม่ดี (Restrictive)
(2) ปอดอุดกั้นมีการระบายลมได้ไม่ดี (Obstructive)
(3) แบบผสม (Mixed)
ผู้ที่สมรรถภาพปอดผิดปกติระดับ “เล็กน้อย” ถ้าเป็นกรณีที่ปอดขยายได้ไม่ดี มักเกิดจากการขาดการออกกำลังกาย ร่างกายไม่แข็งแรงเท่าที่ควร ส่วนกรณีที่ปอดอุดกั้นระบายลมได้ไม่ดีมักมีปัญหาที่หลอดลมหรือทางเดินหายใจส่วนต้น เช่น เป็นหวัด ไอเรื้อรัง หอบหืด หรือสูบบุหรี่ เป็นต้น ไม่ว่าจะเป็นความผิดปกติแบบใด ไม่จำเป็นต้องรับประทานยา (หากมีอาการหวัดหรือไอเรื้อรังให้ปรึกษาแพทย์) การงดสูบบุหรี่เป็นปัจจัยสำคัญเป็นอันดับแรก การออกกำลังกายเป็นปัจจัยอันดับสองที่จะช่วยให้สมรรถ ภาพปอดกลับมาสู่ภาวะปกติได้ ผู้ที่สมรรถภาพปอดผิดปกติระดับ “ปานกลาง” หรือ “รุนแรง” ไม่ว่าจะเป็นปอดขยายได้ไม่ดี หรือปอดอุดกั้นก็ตาม อาจจำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของความผิดปกติ โดยต้องพิจารณาร่วมกับการตรวจอื่นๆ ด้วย เช่น เอกซเรย์ปอด การตรวจร่างกายโดยแพทย์ รวมทั้งประวัติและอาการ เป็นต้น อย่างไรก็ตามการทดสอบวิธีนี้จำเป็นต้องได้รับความร่วมมืออย่างดีจากผู้เข้ารับการตรวจ ถ้าผู้เข้ารับการตรวจไม่ให้ความร่วมมือ ทำไม่เต็มความสามารถ ไม่เต็มที่หรือทำไม่ถูกวิธี ก็อาจทำให้แปลผลคลาดเคลื่อนได้ จึงแนะนำให้ใช้ตรวจได้ในผู้ใหญ่หรือในเด็กที่มีอายุมากกว่า 6 ปีขึ้นไป
การแปลผลการทดสอบสมรรถภาพปอดว่าผิดปกติหรือไม่นั้น ต้องนำค่าที่ได้ไปเปรียบเทียบกับค่าที่วัดได้จากกลุ่มคนปกติที่มีลักษณะสำคัญที่คล้ายคลึงกัน ได้แก่ ความสูง เพศ อายุ และเชื้อชาต - อายุเท่ากัน เพศชายจะมีความจุปอดมากกว่าเพศหญิง - เพศเดียวกัน คนสูงกว่าจะมีความจุปอดมากกว่าคนเตี้ย - คนผิวขาวมีความจุปอดมากกว่าคนผิวดำที่มีความสูงเท่ากันเพราะว่ามีขนาดทรวงอกใหญ่กว่า
โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังคืออะไร ? คือโรคที่มีการตีบตัวอย่างถาวร และต่อเนื่อง ของหลอดลม จากการอักเสบเรื้อรัง สาเหตุส่วนใหญ่ เกิดจากพิษของควันบุหรี่ ส่วนน้อย เกิดจากควัน และสารพิษในอากาศ และการติดเชื้อ ในทางเดินหายใจซ้ำๆ หลายครั้ง จากการสำรวจ ผู้สูงอายุในชุมชน ย่านฝั่งธนบุรี พบผู้ป่วย โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ประมาณ 7 %
ผู้ป่วยจะมีอาการอย่างไร? อาการที่พบทั่วไป คือไอและมีเสมหะเรื้อรัง โดยเฉพาะ ในตอนเช้า หลังตื่นนอน ร่วมกับ มีอาการหอบเหนื่อย เวลาออกแรง ซึ่งเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ บางครั้ง เมื่อเป็นหวัด หรือได้รับสารระคายเคือง หลอดลมมากๆ จะมีอาการ ไอ แน่นหน้าอก และหอบเหนื่อย เพิ่มมากขึ้น ยาหลักที่ใช้ ในการรักษา คือ ยาขยายหลอดลม ซึ่งมีทั้งชนิด รับประทาน และชนิดสูดเข้าทางปาก ในรายที่มีเสมหะมาก และผู้ป่วยไอออกเองได้ไม่ดีพอ แพทย์อาจให้ ยาช่วยขับเสมหะร่วมด้วย เมื่อมีอาการกำเริบของโรค โดยทั่วไป แพทย์จะรับไว้ ในโรงพยาบาล ในรายที่เป็นรุนแรง บางครั้ง ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งจะทำให้ มีโอกาสเสียชีวิต ได้สูงขึ้น ในระยะยาว อาการผู้ป่วยจะทรุดลงช้าๆ เมื่อถึงจุดหนึ่ง จำเป็นต้องใช้ ออกซิเจน เกือบตลอดเวลาที่บ้าน เมื่อถึงขั้นสุดท้าย ของโรค ทางรอดบั้นปลาย คือการผ่าตัดปอด ออกบางส่วน หรือเปลี่ยนปอด ซึ่งมีค่าใช้จ่าย และอัตราเสี่ยง
การปฏิบัติตัวของผู้ป่วย
1. หลีกเลี่ยง สิ่งที่ระคายเคือง ต่อทางเดินหายใจ เช่น ฝุ่น ควัน สารเคมี ไอเสีย ฯลฯ
2. รักษาร่างกายทั่วไป ให้แข็งแรง เพื่อลดการเกิด ไข้หวัด ที่ทำให้โรคกำเริบ ได้บ่อย
3. ฝึกหัด การบริหารการหายใจ และการบริหารร่างกาย เพื่อให้มี คุณภาพชีวิตที่เหมาะสม
การวินิจฉัยโรค แพทย์จะอาศัย ข้อมูล จากการซักประวัติ ประกอบกับ การตรวจร่างกาย การถ่ายเอ็กซเรย์ปอด อาจพบความผิดปกติ ในบางราย อีกทั้ง ยังช่วยวินิจฉัยโรคอื่น ที่พบร่วมบ่อย เช่น วัณโรค มะเร็งปอด การตรวจเพิ่มเติม ที่สำคัญคือ การทดสอบสมรรถภาพปอด เพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรคและช่วยบอกความรุนแรงสำหรับ การวางแผนรักษาต่อไป ...
การตรวจเอกเรย์ปอดและหัวใจ  
ปอด เป็นอวัยวะหนึ่งในร่างกายที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในสัตว์มีกระดูกสันหลัง ใช้ในการหายใจ. หน้าที่หลักของปอดก็คือ การแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนจากสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ระบบเลือดในร่างกาย และแลกเปลี่ยนเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากระบบเลือดออกสู่สิ่งแวดล้อม. ปอดทำงานโดยการประกอบกันขึ้นของเซลล์เป็นจำนวนล้านเซลล์เซลล์ที่ว่านี้มีลักษณะเล็กและบางเรียงตัวประกอบกันเป็นถุงเหมือนลูกโป่ง ซึ่งในถุงลูกโป่งนี้เองที่มีการแลกเปลี่ยนก๊าซต่างๆเกิดขึ้น นอกจากการทำงานแลกเปลี่ยนก๊าซแล้ว ปอดยังทำหน้าที่อื่นๆอีก
  • คำว่าปอดในภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า Lung.
  • ในทางการแพทย์สิ่งที่เกี่ยวกับปอดใช้คำว่า Pulmonaly นำหน้าสิ่งนั้นๆ
    ในมนุษย์นั้นมีปอดอยู่ในทรวงอก มีสองข้าง คือขวาและซ้าย ปอดมีลักษณะนิ่ม ร่างกายจึงมีกระดูกซี่โครงคอยปกป้องปอดไว้อีกชั้นหนึ่ง. ปอดแต่ละข้างจะมีถุงบางๆ2ชั้นหุ้มอยู่ เรียกว่า เยื่อหุ้มปอด . เยื่อหุ้มปอดที่เป็นถุงบางๆ 2 ชั้นนี้เรียกว่า เยื่อหุ้มปอดชั้นในและ เยื่อหุ้มปอดชั้นนอก. เยื่อหุ้มปอดชั้นในจะแนบติดไปกับผิวของปอด ส่วนเยื่อหุ้มปอดชั้นนอกจะแนบติดไปกับช่องทรวงอก. ระหว่างเยื่อหุ้มปอด 2 ชั้นบางๆนี้จะมีช่องว่าง เรียกว่า ช่องเยื่อหุ้มปอด. ในช่องเยื่อหุ้มปอดจะมีของเหลวคอยหล่อลื่นอยู่ เรียกว่า ของเหลวเยื่อหุ้มปอด. ของเหลวนี้จะช่วยให้เยื่อหุ้มปอดแต่ละชั้นสไลด์ไปมาระหว่างกันได้โดยไม่เสียดสีกัน และของเหลวเยื่อหุ้มปอดก็ยังช่วยยึดเยื่อหุ้มปอดทั้งสองชั้นไว้ไม่ให้แยกจากกันโดยง่าย. ปอดข้างซ้ายนั้นมีขนาดเล็กกว่าปอดข้างขวา เพราะปอดข้างซ้ายต้องเว้นที่เอาไว้ให้หัวใจอยู่ในทรวงอกด้วยกันด้วย
    หัวใจ (Heart, lat.= Cor) เป็นอวัยวะที่ประกอบด้วย กล้ามเนื้อหัวใจ (Cardiac Muscle) ที่ภายในกลวง (Hollow Muscular Organ) ทำหน้าที่ส่งเลือด 2 ระบบในเวลาเดียวกัน โดยระบบหนึ่งทำหน้าที่ส่งเลือดที่ฟอกแล้วละมีออกซิเจน ไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย เรียกว่า Systemic Circulation อีกระบบหนึ่งทำหน้าที่ส่งเลือดที่มีออกซิเจนต่ำไปฟอกที่ปอด เรียกว่า Pulmonary Circulation หัวใจอยู่ในช่องอก (Pericardial Cavity) ระหว่างปอดทั้งสองข้างค่อนไปทางซ้ายเล็กน้อย หัวใจอยู่ในถุงตันเรียกว่า เพอริคาร์เดียม (Pericardium หรือ Pericardium Sac) ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดไฟบรัส (Fibrous Connective Tissue) ภายในมีของเหลวเล็กน้อยแทรกอยู่เพื่อทำหน้าที่หล่อลื่น ป้องกันการเสียดสี หัวใจประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 3 ชั้น คือ
  • ชั้นนอกสุด (Epicardium) ชั้นนี้เป็นMembraneทีเกิดขึ้นจากชั้นในของเยื่อหุ้มหัวใจ ชั้นนอกสุดถูกคลุมด้วยเยื่อบุผิวแบนๆ ทำหน้าที่ป้องกันอยู่ข้างนอก ถัดเข้าไปเป็นเส้นเลือด เส้นประสาท และกลุ่มของเซลล์ประสาท
  • ชั้นกลาง (Myocardium) ชั้นนี้เป็นชั้นที่ถัดจากชั้นนอกเข้ามา ประกอบด้วยกล้ามเนื้อหัวใจจัดเรียงกันเป็นชั้นๆ และไปเกาะกันบริเวณแกนกลางของหัวใจ ซึ่งเป็นเส้นใยคอลลาเจน (Collagen) หนาๆ กล้ามเนื้อส่วนนี้ทำหน้าที่ในการหดตัวและคลายตัว เพื่อสูบฉีดโลหิต กล้ามเนื้อในแต่ละห้องของหัวใจมีความหนาไม่เท่ากัน เนื่องจากทำหน้าที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ยังมีส่วนของเซลล์ประสาทที่นำกระแสประสาทจากหัวใจห้องบนสู่ห้องล่างด้วย
  • ชั้นในสุด (Endocardium) เป็นส่วนที่อยู่ในสุดถูกคลุมด้วยเอนโดทีเลียม (Endothelium) และมีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันอยู่กันอย่างหลวมๆ
  • หัวใจของคนเรา มีน้ำหนักโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 250-350 กรัม มีความยาวเฉลี่ย 150 เซนติเมตร สูตรการหาค่าปริมาณน้ำหนักของหัวใจคือ -- น้ำหนักตัว คูณ 5 -- ขนาดและน้ำหนักหัวใจของผู้ที่ฝึกซ้อมกีฬาอย่างหนัก จะมีขนาดใหญ่กว่าคนปกติทั่วไป เนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงขึ้น ทำให้เกิดการขยายตัวของเซลล์กล้ามเนื้อ รวมถึงขึ้นอยู่กับเพศ และอายุด้วย
    เอกซเรย์ปอด Chest x – ray คือ การถ่ายปอด ซึ่งเป็นอวัยวะภายในทรวงอกลงบนแผ่นฟิล์มเอกซเรย์โดยใช้รังสีเอ็กซ์ เมื่อนำฟิล์มไปผ่านขบวนการล้าง จะได้ภาพเอกซเรย์ของปอด ซึ่งแพทย์จะใช้ประกอบการวินิจฉัย
    เมื่อไรควรไปเอกซเรย์ปอด
  • เมื่อมีการป่วยที่สงสัยว่าน่าจะมีความผิดปกติในทรวงอก
  • มีไข้ตอนบ่าย
  • ไอเรื้อรังเกิน 2 สัปดาห์
  • ไอมีเสมหะ มีเลือดออก
  • เหนื่อย หอบ
  • เบื่ออาหาร
  • น้ำหนักลด
  • เจ็บหน้าอก
  • เมื่อมีญาติหรือผู้ใกล้ชิดป่วยเป็นวัณโรค
  • เมื่อต้องการตรวจสุขภาพเพื่อใช้ในการประกอบขอใบรับรองแพทย์
    เอกซเรย์ปอดต้องทำอย่างไร
    การเอกซเรย์ปอด ไม่ต้องเตรียมตัวมาก่อนล่วงหน้า เช่น ไม่ต้องงดน้ำและอาหาร
    ขั้นตอนและการปฏิบัติขณะเอกซเรย์
  • สุภาพสตรีเปลี่ยนเสื้อ ถอดเสื้อชั้นนอก ชั้นใน แล้วสวมเสื้อที่เตรียมไว้ให้ ผมยาวรวบผมขึ้นให้พ้นต้นคอ มีสร้อยคอ หรือโลหะใดๆ ที่อยู่บริเวณลำตัวถอดออกให้หมด
  • สุภาพบุรุษถอดเสื้อ และสร้อยคอออก
  • ขณะเอกซเรย์เพื่อให้ได้ภาพ ที่ชัดเจนต้อง หายใจเข้าให้เต็มที่แล้วกลั้นใจนิ่งไว้
  • สุภาพสตรีที่ตั้งครรภ์ โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ก่อนทำการตรวจ
  • ทรัพย์สิน และของมีค่าโปรดเก็บรักษาไว้กับตัว หากเกิดการสูญหายทางเจ้าหน้าที่จะไม่รับผิดชอบ
    เอกซเรย์ปอดอันตรายหรือไม่ คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่าการได้รับรังสีแล้วจะเกิดอันตรายแต่ในความเป็นจริงต้องขึ้นอยู่กับชนิดปริมาณ และระยะเวลาในการได้รับรังสีด้วย ซึ่งในการถ่ายภาพเอกซเรย์ปอดได้ถึง 25 ครั้งดังนั้นการถ่ายภาพเอกซเรย์ปอดจะไม่มีอันตรายจากรังสีแต่อย่างใด ...
  • การตรวจสมรรถภาพการมองเห็น  
    นัยน์ตา หรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่า ตา เป็นอวัยวะที่ช่วยให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆได้ ตามีส่วนประกอบ 2 ส่วน คือ
  • 1. ส่วนประกอบภายนอกตา ได้แก่
    1.1 คิ้ว ทำหน้าที่ป้องกันมิให้เหงื่อไหลเข้าตา
    1.2 ขนตา ช่วยป้องกันไม่ให้ฝุ่นละอองเข้าตา
    1.3 หนังตา ทำหน้าที่ช่วยปิดเปิดเพื่อรับแสงและควบคุมปริมาณของแสงสู่นัยน์ตา ป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับตาและหลับตา เพื่อให้นัยน์ตาได้พักผ่อน นอกจากนี้การกระพริบตายังจะช่วยรักษาให้นัยน์ตาชุ่มชื้นอยู่เสมอ โดยปกติคนเรากระพริบตา 25 ครั้ง / นาที
    1.4 ต่อมน้ำตา เป็นต่อมเล็กๆ อยู่ใต้หางคิ้ว ต่อมนี้จะขับน้ำตา มาหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา น้ำตาส่วนใหญ่จะระเหยไปในอากาศ ส่วนที่เหลือระบายออกที่รูระบายน้ำตา ซึ่งอยู่ที่หัวตา รูนี้เชื่อมกับท่อน้ำตาที่ต่อไปถึงในจมูก ถ้าต่อมน้ำตาขับน้ำตาออกมามาก เช่นเมื่อร้องไห้ น้ำตาจะถูกระบายออกที่รูระบายน้ำตา และเข้าไป ในจมูก ทำให้คัดจมูกได้
  • 2. ส่วนประกอบภายในดวงตา คือ ส่วนที่เรียกว่าลูกตา มีรูปร่างเป็นทรงกลมรี ภายในมีของเหลว ลักษณะเป็นวุ้นใสคล้ายไข่ดาวบรรจุอยู่เต็ม อวัยวะที่สำคัญของส่วนประกอบภายในลูกตา ได้แก่ ตาขาว ตาดำ แก้วตา และจอตา(Retina)หรือฉากตา
    2.1 ตาขาว (Sclera) คือส่วนสีขาวของนัยน์ตา ประกอบด้วยเนื้อเยื่อเหนียวไม่ยืดหยุ่นแต่แข็งแรง ทำหน้าที่หุ้มลูกตาไว้ ด้านหลังลูกตา มีกล้ามเนื้อยืดอยู่ 6 มัด ทำให้กลอกตาไปทางซ้ายขวา หรือขึ้น-ลงได้ ผนังด้านหน้าของลูกตาเป็นเนื้อเยื่อใสเรัยกว่า กระจกตา (Cornea) ซึ่งหากมีจุดหรือรอยถลอกเพียงเล็กน้อยจะรบกวน การมองเห็น และทำให้เคืองตาได้มากถ้าเป็นฝ้าขาวทำให้ตาบอดได้
    2.2 ตาดำ คือส่วนที่เป็นม่านตา (Iris) มีลักษณะเป็นกล้ามเนื้อยืดหดได้และมีสีตามชาติพันธุ์ คนไทยส่วนใหญ่มีตาสีน้ำตาลเข้ม ดูเผินๆ คล้ายสีดำ จึงเรียกว่าตาดำ ตรงกลางม่านตามีรูกลม เรียกว่า รูม่านตา (Pupil) ซึ่งเป็นทางให้แสงผ่านเข้าทำให้เข้ารูม่านตาได้เหมาะ คือถ้าเราอยู่ในที่สว่างมาก ม่านตาจะหดแคบ รูม่านตาก็จะเล็กลง ทำให้แสงผ่านเข้าลูกตาได้น้อยลง เราจึงต้องทำตาหรี่ หรือหรี่ตาลง ถ้าอยู่ในที่สว่างน้อย ม่านตาจะเปิดกว้าง ทำให้แสงผ่านเข้าตาได้มากและทำให้มองเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น เราจึงต้องเบิกตากว้าง
    2.3 แก้วตา (Lens) อยู่หลังรูม่านตา มีลักษณะเป็นแผ่นใสๆ เหมือนแก้ว คล้ายเลนส์นูนธรรมดา มีเอ็นยึดแก้วตา (Ciliary muscle) ยึดระหว่าง แก้วตาและกล้ามเนื้อ และกล้ามนี้ยึดอยู่โดยรอบที่ขอบของแก้วตา กล้ามเนื้อนี้ทำหน้าที่ปรับแก้วตาให้โค้งออกมาเมื่อมาเมื่อมองภาพในระยะใกล้ และปรับแก้วตาให้แบนเมื่อมองในระยะไกล ทำให้มองเห็นภาพ ได้ชัดเจนทุกระยะ
    2.4 จอตา หรือฉากตา (Ratina) อยู่ด้านหลังแก้วตา มัลักษณะเป็นผนังที่ประกอบด้วยใยประสาทซึ่งไวต่อแสง เซลล์ของประสาทเหล่านี้ทำหน้าทั่เป็น จอรับภาพตามที่เป็นแล้วส่งความรู้สึกผ่านเส้นประสาทตา ซึ่งทอดทะลุออกทางหลังกระบอกตาโยงไปสู่สมอง เพื่อแปลความหมายให้เกิดความรู้สึกเห็นภาพ ทำให้เรารู้ว่าเรามองภาพอะไรอยู่
    การมองเห็นภาพ
    คนเรามองเห็นภาพต่างๆ ได้เพราะแสงไปกระทบกับวัตถุแล้วสะท้อนเข้าสู่นัยน์ตาเรา ผ่านกระจกตา รูม่านตา แก้วตา ไปตกที่จอตา เซลล์รับภาพที่จอตาจะรับภาพ ในลักษณะหัวกลับแล้วส่งไปตามเส้นประสาทสู่สมองส่วนท้ายทอย สมองทำหน้าที่แปลภาพหัวกลับเป็นหัวตั้งตามเดิมของสิ่งที่เห็น
    ความผิดปกติของสายตา เกิดขึ้นเพราะส่วนประกอบของนัยน์ตาทีลักษณะผิดปกติ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการมองเห็นไม่ชัดได้ ตาพร่าได้ ที่พบบ่อยได้แก่
  • 1. สายตาสั้น คือ การที่มองเห็นเฉพาะสิ่งที่อยู่ใกล้ๆ สิ้งที่อยู่ไกลจะเห็นไม่ชัด
    สาเหตุ เกิดจากลูกตามีความยาวมากกว่าปกติ ทำให้ระยะระหว่างแก้วตา และจอตาอยู่ห่างกันเกินไป ทำให้ภาพของสิ่งที่มองตกก่อนจะถึงจอตา
    การแก้ไข ใส่แว่นตาที่ทำด้วยเลนส์เว้า เพื่อช่วยหักเหแสงให้ลงที่จอตาพอดี
  • 2. สายตายาว คือ การที่มองเห็นเฉพาะสิ่งที่อยู่ไกลๆ สิ้งที่อยู่ใกล้จะเห็นไม่ชัด
    สาเหตุ เกิดจากลูกตามีความสั้นกว่าปกติ หรือผิวของแก้วตาโค้งนูนน้อยเกินไป ทำให้ภาพของสิ่งที่มองตกเลยจอตาไป ทำให้มองเห็นภาพใกล้ๆไม่ชัดเจน
    การแก้ไข ใส่แว่นตาที่ทำด้วยเลนส์นูน เพื่อช่วยหักเหแสงให้ลงที่จอตาพอดี
  • 3. สายตาเอียง คือ การที่มองเห็นบิดเบี้ยวจากรูปทรงที่แท้จริง บางคนมองเห็นภาพในแนวดิ่งชัด แต่มองภาพในแนวระดับมองไม่ชัด เช่น มองดูนาฬิกา เห็นเลข 3,9 ชัด แต่เห็นเลข 6,12 ไม่ชัด
    สาเหตุ ส่วนใหญ่เกิดจากความโค้งนูนของแก้วตาไม่สม่ำเสมอ จอตาจึงรับภาพได้ไม่ชัดเจนเท่าทุกแนว
    การแก้ไข ใส่แว่นตาเลนส์พิเศษ รูปกาบกล้วย หรือรูปทรงกระบอก แก้ไขภาพเฉพาะส่วนที่ตกนอกจอตา ให้ตกลงบนจอตาให้หมด
  • 4. ตาส่อน ตาเอก ตาเข ตาเหล่ ตาส่อนและตาเอก หมายถึง คนที่มีตาดำสองข้างอยู่ในตำแหน่งไม่ตรงกัน ถ้าเป็นมากขึ้นเรียกว่า ตาเข และถ้าตาเขมากๆ เรียกว่า ตาเหล่ ซึ่งจะมองเห็นภาพเดียวกันเป็น 2 ภาพ เพราะภาพจาก ตาสองข้างทับกัน ไม่สนิท
    สาเหตุ ส่วนใหญ่เกิดจากกล้ามเนื้อบางมัดที่ใช้กลอกตา อ่อนกำลัง หรือเสียกำลังไป กล้ามเนื้อมัดตรงข้าม ยังทำงานปกติ จะดึงลูกตาให้เอียงไป ทำให้สมองไม่สามารถบังคับตาดำให้มองไป ยังสิ่งที่ต้องการ เหมือนลูกตาข้างที่ดีได้
    การแก้ไข ควรปรึกษา จักษุแพทย์ในระยะที่เริ่มเป็น แพทย์อาจรักษาโดยการใช้แว่นตา หรือฝึกกล้ามเนื้อที่อ่อนให้ทำงานดีขึ้น หรืออาจรักษาโดยการผ่าตัด
    การถนอมดวงตา
    ตาเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย การถนอมดวงตาไว้ใช้งานได้นานและอยู่ในสภาพ ดีที่สุด จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ซึ่งเป็นวิธีปฎิบัติดังนี้
  • 1. อย่าใช้สายตานานเกินควร ถ้าจำเป็นควรพักสายตาบ่อยๆ
  • 2. การอ่านหนังสือ ต้องมีแสงสว่างเพียงพอ ควรมีแสงส่องจากทางซ้าย ค่อนไปหลังเล็กน้อย ตาควรห่างจากหนังสือประมาณ 1 ฟุต
  • 3. การดูโทรทัศน์ ควรดูในห้องที่มีแสงสว่างพอสมควร และควรนั้งห่างจากโทรทัศน์ประมาณ 5 เท่าของของขนาดโทรทัศน์ เช่น โทรทัศน์ขนาด 14" (วัดทแยงมุม) ควรนั่งห่างจากโทรทัศน์ 14 x 5 = 70 " = 70/12 ฟุต = 5.83. = ประมาณ 6 ฟุต
  • 4. เมื่อมีฝุ่นละอองหรือเศษผงเข้าตา อย่าใช้มือขยี้ตา ควรใช้น้ำสะอาด หรือน้ำยาล้างตาล้างเอาฝุ่นออก
  • 5. หลีกเลี่ยงการมองแสงจ้า เช่น ดวงอาทิตย์ ของสีขาวที่อยู่กลางแดดเพราะจะทำให้เซลล์ประสาทตาเสื่อมได้
  • 6. ระมัดระวังอุบัติเหตุที่อาจเกิดกับตาได้ เช่น อย่าให้ของแหลมอยู่ใกล้ตา ไม่เล่นขว้างปาหรือยิงหนังยางใส่กัน
  • 7. ไม่ควรใช้ของร่วมกับผู้อื่น เช่นแว่นตา ผ้าเช็ดหน้า เพราะอาจติดเชื้อได้
  • 8. เวลานอนควรปิดไฟ เพื่อให้ดวงตาได้พักผ่อนเต็มที่
  • 9. ควรกินอาหารที่ให้วิตามินเอประจำ เช่น ไข่ นม น้ำมันตับปลา ผักผลไม้สีเหลือง เป็นต้น
  • 10. เมื่อมีความผิดปกติเกี่ยวกับดวงตา เช่นมองเห็นภาพไม่ชัด ตาบวม คันตา ฯลฯ ควรปรึกษาจักษุแพทย์
  • การตรวจร่างกายตามระบบ  
    ปัจจุบันความคิดเราเปลี่ยนไปจากแต่ก่อนมาก ทั้งในหมู่ประชาชนและในกลุ่มของหมอเอง พบว่าส่วนมากเห็นด้วยกับการตรวจเช็กสุขภาพโดยที่ไม่ได่มีโรคภัยไข้เจ็บ และการมาหาหมอเพื่อเช็กสุขภาพก็เป็นเรื่องปกติแล้ว
    อย่างไรก็ตามเท่าที่สังเกตดู ผมคิดว่าการที่แต่ละคนอยากจะตรวจเช็กสุขภาพไม่ได้มาจากเหตุผลเดียวกันครับ แต่ละคนต่างก็มีเหตุผลของตัวเอง ซึ่งผมพอจะแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มครับ
    กลุ่มแรก คือพวกที่มีสุขภาพดี ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บอะไรหรอกครับ แต่เนื่องจากรู้มากและกลัวตายมาก ยิ่งรู้มากยิ่งกลัวตายมากทำให้อยากตรวจเช็กสุขภาพ พูดถึงความรู้ที่มี อาจจะมาจากหลายแหล่ง เช่น จากนิตยสารทางการแพทย์และสุขภาพ ข่าวสารทางวิทยุ โทรทัศน์ หรือจากโฆษณาทางด้านสุขภาพจากสื่อต่างๆ คนกลุ่มนี้บางทีมาหาหมอแทนที่จะให้หมอตัดสินใจว่าจะตรวจเช็กอะไรให้บ้าง ก็สั่งหมอเสร็จเลยว่าต้องการตรวจโน่นตรวจนี่เยอะแยะไปหมดเพราะเข้าใจเอาตามความรู้ที่มีว่ามันน่าจะมีประโยชน์
    กลุ่มที่สอง พวกนี้ก็มีสุขภาพดีและไม่มีโรคภัยไข้เจ็บอะไรเช่นกัน คนในกลุ่มนี้ปกติก็ไม่ได้สนใจตรวจเช็กสุขภาพอะไรหรอกครับแต่เผอิญคนที่ใกล้ชิดไม่ว่าจะเป็นญาติสนิทมิตรสหายเพิ่ฝตายจากเพราะเป็นโรคร้าย เช่น เป็นมะเร็ง หรือเพื่อนบางคนเมื่อวานยังคุยกันอยู่ดีๆ วันนี้ไปโรงพยาบาลหมอกลับบอกว่าเป็นมะเร็งปากมดลูกไปซะแล้ว เจอข่าวประเภทนี้เข้าไปหลายคนเลยโรคปอดรับประทาน กล่าวคือปอดแหกกลัวตายต้องรีบแจ้นมาให้หมอเช็กสุขภาพให้ บางคนกลัวน้อยหน่อยหมออยากจะเช็กอะไรก็แล้วแต่คุณหมอจะกรุณาเถอะค่ะ แต่รายที่กลัวมากหน่อยก็อาจจะขอร้องแกมบังคับให้คุณหมอตรวจเช็กสารพัดไปหมดคำขอที่ผมมักได้รับก็เช่น “คุณหมอช่วยตรวจให้ละเอียดหมดทุกอย่างเลยนะคะ” ผมเป็นหมอมานานแล้วก็ยังไม่ค่อยแน่ใจเลยว่าที่จะตรวจให้ละเอียดทุกอย่างจะเอากันแค่ไหนดี ต้องตรวจละเอียดดูเส้นผมทีละเส้นเลยหรือเปล่าเลยก็ไม่รู้
    กลุ่มที่สาม พวกนี้พบมากที่สุด คือจะต้องมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นจึงไปหาหมอ เช่น ผอมลง ปวดศรีษะบ่อยๆ เป็นต้น บางคนถึงมีอาการผิดปกติแต่ยังไม่ยอมมาหาหมอก็มีเหมือนกัน เช่น บางคนปวดท้องมาตั้งนานแล้วแต่ก็ไม่ยอมไปหาหมอ พอถามว่าทำไมถึงทนอยู่ได้ตั้งนานกลัวหมอบอกว่าเป็นโรคร้ายแรงแล้วจะรับไม่ได้ แต่ที่ทนปวดอยู่นั้นรับได้ บางคนก็รีรอ ไม่มาหาหมอเพราะอายก็มี ผมเจอคนไข้จำนวนไม่น้อยที่มีเลือดออกทางช่องคลอดมานานหลายเดือน จนซีดแหงแก๋ถึงจะมาหาหมอพอถามว่าทำไมถึงใจเย็นจัง พบว่าส่วนมากอยากจะมาตรวจเร็วๆ กันทั้งนั้นเพราะก็รู้อยู่ว่าเลือดตกยางออกน่ากลัวน้อยเสียเมื่อไหร่ แต่ที่กลัวมากกว่าก็คือถ้ามาตรวจมีหวังถูกหมอจับตรวจภายในแหงเลย แต่เมื่อสงสัยเลือดไม่หยุดแน่แล้ว ความกลัวตายก็จะถูกปลุกขึ้นมาในความคิดมากกว่าความอาย และลงท้ายด้วยการมาหาหมอในที่สุด
    ในการตรวจเช็กสุขภาพของคนเรา เฉพาะทางการแพทย์ก็มีการตรวจมากมายนับร้อยนับพันวิธีอยู่แล้วยากที่จาระไนได้หมดอย่างไรก็ตามผมขอสรุปวิธีตรวจเช็กสุขภาพออกเป็น 3 ประเภท ง่ายๆ ดังนี้นะครับ
    ตรวจร่างกาย คนที่เรียนเป็นแพทย์ทุกคนจะได้รับการสั่งสอนโดยครูบาอาจารย์ตั้งแต่เริ่มเป็นหมอเด็กๆ แล้วว่า ก่อนจะนำคนไข้ไปตรวจด้วยเครื่องไม้เครื่องมืออะไรที่วุ่นวายต้องเริ่มด้วยการตรวจร่างกายของคนไข้ก่อน การตรวจที่สำคัญประกอบด้วยการตรวจหลักๆ เพียงไม่กี่อย่าง ได้แก่ การตรวจโดย “ดู คลำ เคาะ ฟัง” คุณหมอที่ตรวจคนไข้มาเป็นเวลานาน บางครั้งแค่ดูรูปร่างลักษณะคนไข้ก็พอจะบอกโรคหรือความผิดปกติได้แล้วก็มี เช่น บางคนที่ดูตัวผอมบาง ซีด หน้าผากโหนก จมูกแบน แค่นี้ก็พอจะบอกได้แล้วว่าเป็นโรคเลือดทาลัสซีเมีย ผู้หญิงบางคนที่ตัวอ้วนๆ ผิวมัน สิวมาก ขนเยอะ พวกนี้มักมีปัญหาประจำเดือนมาไม่ปกติ บางรายพอแต่งงานก็มีลูกยากเพราะไข่ไม่ตก คนไข้บางดูเฉยๆ บอกไม่ได้ แต่คลำที่คอพบว่าต่อมไทรอยด์โตก็มี บางคนไม่มีอาการอะไร พอตรวจภายในพบว่าเป็นเนื้องอกมดลูกก้อนเบ้อเริ่มเลยก็มี บางคนมาตรวจเพราะแน่นท้อง พอหมอจับให้นอนลงและเคาะที่ท้องพบว่ามีน้ำเต็มท้องก็มี บางคนพอใช้หูฟังที่ปอดพบมีเสียงผิดปกติที่เกิดจากโรคปอดสารพัดก็มี การตรวจร่างกายที่ละเอียดลออบางครั้งไม่ต้องตรวจอะไรต่อก็พอบอกได้แล้วว่าคนไข้เป็นโรคอะไร หรือถ้าจำเป็นจะต้องตรวจด้วยเครื่องไม่เครื่องอะไรต่อ คุณหมอก็อาจจะเลือกใช้วิธีตรวจบางอย่างเพียงไม่กี่วิธีก็สามารถสรุปได้แล้วว่าคนไข้เป็นโรคอะไร
    ตรวจเลือด การทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายคนเราไม่ว่าจะเป็น ตับ ไต หัวใจ หรืออวัยวะอื่นๆ จะมีการสร้างสารเคมีชนิดต่างๆ ออกมากันอย่างมากมาย สารเคมีเหล่านี้ส่วนมากจะล่องลอยปะปนกันอยู่ในกระแสเลือดของคนเรานั่นเองแหละครับเมื่อเราอยากทราบว่าอวัยวะใดของคนเราทำงานผิดปกติไปหรือเปล่า แทนที่จะต้องไปตรวจอวัยวะนั้นๆ โดยตรง ก็สามารถตรวจโดยดูปริมาณสารเคมีที่สร้างมาจากอวัยวะนั้นๆ แทนได้ เพราะการเจาะเลือดมาตรวจทำง่ายกว่าการตรวจอวัยวะต่างๆ เช่น ตับ ไต โดยตรง การเจาะเลือดมาตรวจบางครั้งก็บอกได้เลยว่าคนไข้เป็นโรคอะไร แต่บางครั้งเจาะมาแล้วก็ยังบอกไม่ได้แน่ชัดว่าเป็นโรคอะไรเพียงแต่อาจจะบอกแนวโน้มว่าน่าจะเป็นโรคอะไร และคนไข้ต้องรับการตรวจด้วยวิธีที่ยุ่งยากมากขึ้นต่อไป เป็นไงครับแค่อ่านก็เหนื่อยแล้วใช่ไหมครับ เกี่ยวกับการตรวจเลือดผมมีเรื่องอยากให้คุณผู้อ่านเข้าใจสักเล็กน้อยว่าไม่อยากให้จริงจังกับผลที่ได้มานักนะครับ เพราะค่าตัวเลขของสารเคมีในเลือดที่เจาะออกมาได้มีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา บางคนเจาะเลือดหาค่าสารเคมีในตัวเดียวกันแต่คนละเวลากันค่ายังต่างกันได้เลย นอกจากนี้การแปลผลการตรวจเลือดบางครั้งก็ไม่ง่ายเลย ต้องอาศัยการประมวลข้อมูลหลายอย่างทั้งผลการตรวจร่างกายและการดูผลเลือดหลายๆ ตัวรวมกันจึงจะบอกได้ว่ามีความผิดปกติหรือไม่ คุณผู้อ่านบางคนที่ชอบตรวจเลือดเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ บางครั้งเจอผลผิดปกติก็อาจตกใจเกินกว่าเหตุก็ได้ ผมอยากเรียนว่าการดูผลเลือดแบบทื่อๆ เป็นตัวๆ ไป บางครั้งอาจทำให้เข้าใจผิดได้ครับ
    ตรวจด้วยเครื่องมือหรือวิธีการพิเศษ มีมากมายหลายวิธี เช่น การฉายเอกซเรย์ปอด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวนด์ เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าการฉีดสีเข้าไปในหลอดเลือด การส่องกล่องเข้าไปดูในช่องท้องในลำไส้ ฯลฯ เป็นต้น การตรวจด้วยวิธีเหล่านี้มักเป็นการตรวจเพื่อดูที่ตัวอวัยวะต่างๆ โดยตรง เพื่อจะดูว่ามีก้อน มีแผล หรือสิ่งผิดปกติอื่นหรือไม่ฟังดูแล้วน่าจะตรวจอวัยวะต่างๆ ด้วยวิธีนี้ไปซะเลยไม่ดีกว่ามัวไปตรวจเลือดอยู่หรือเปล่า ขอเรียนว่าการตรวจด้วยเครื่องมือพิเศษต่างๆ ไม่ใช่ทำกันง่ายๆ หรอกครับ ส่วนมากต้องใช้หมอที่เรียนมาโดยเฉพาะสำหรับการตรวจแต่ละอย่าง การตรวจหลายวิธีต้องมีการเจาะท้องเป็นรูเพื่อเอาเครื่องมือส่องเข้าไป คนไข้จึงต้องเจ็บตัว บางวิธีการต้องดมยาสลบถึงจะตรวจได้ นอกจากประเด็นนี้แล้ว เรื่องของค่าใช้จ่ายในการตรวจก็เป็นเรื่องที่ต้องคิดด้วยเพราะการตรวจบางอย่างค่าใช้จ่ายสูงมาก โรคที่คุณเป็นอาจไม่ทำให้คุณตายแต่ค่าตรวจโรคบางวิธีอาจทำให้คุณตายได้นะครับเพราะแพงมาก
    จากที่กล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่าวิธีการตรวจเช็กสุขภาพมีมากมายสารพัดวิธี ผมคิดว่าการจะใช้วิธีใดในการตรวจควรจะต้องมีการพิจารณาและคัดเลือกอย่างพิถีพิถันพอสมควร เนื่องจากเราคงไม่สามารถนำเลือดมาตรวจหาสารเคมีเป็นร้อยเป็นพันชนิดได้รวมทั้งคงไม่สามารถนำการตรวจพิเศษวิธีต่างๆ มาใช้ได้ทั้งหมดหรือถึงได้ก็ไม่น่าจะคุ้มค่าและอาจทำให้แปลผลผิดก็ได้อีกด้วย ผมคิดว่าตัวผมเองและคุณหมอท่านอื่นๆ ก็คงจะคิดคล้ายกันว่า ตรวจด้วยวิธีใด วิธีการตรวจนั้นคงเป็นวิธีที่ดูง่ายๆ ที่สุด ให้ผลแม่นยำที่สุด ค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด ทราบผลเร็วที่สุด และเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยน้อยที่สุดด้วย มีคนไข้จำนวนไม่น้อยที่เชื่อเอาเองว่าต้องตรวจด้วยเครื่องมือบางอย่างเท่านั้นจึงจะเชื่อถือได้ บางคนแค่ปวดศรีษะเพียงเล็กน้อยก็ขอให้หมอตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองเลยก็มี ทั้งที่บางครั้งแค่ซักประวัติโดยยังไม่ต้องตรวจร่างกายเลยด้วยซ้ำก็บอกโรคได้แล้วก็มี บางคนปวดท้องน้อยเรื่องรังเพราะทำงานหนักและวันหนึ่งๆ ต้องนั่งเป็นเวลานาน แต่ตรวจภายในคุณหมอก็บอกได้แล้วว่าอาการปวดมาจากกล้ามเนื้อหน้าท้องถูกกดจากการนั่งนาน แค่พักผ่อนให้พอก็น่าจะหายหรือดีขึ้น แต่คนไข้บางคนปักใจว่าต้องใช้อัลตราซาวนด์ตรวจถึงจะบอกได้ บางคนมาถึงก็สั่งให้หมอตรวจเลยก็มี ความเชื่อเหล่านี้ส่วนใหญ่ฟังมาจาก “เขาบอก” และอิทธิพลของการโฆษณา
    การตรวจเช็กสุขภาพมีประโยชน์ทำให้เราประเมินสุขภาพของเราได้ แต่ข้อเสียของการตรวจเช็กสุขภาพก็มีนะครับ อย่างแรกเลยก็คือเสียสตางค์ บางคนตรวจเช็กสุขภาพที่นึงหมดเงินหลายหมื่นเลยก็มีเพียงเพื่อจะบอกว่าปกติ ทั้งที่ตรวจแค่ร่างกายและเจาะเลือดตรวจเล็กน้อยก็บอกได้แล้ว นอกจากเสียเงินแล้ว คนที่พอตรวจแล้วผลปกติก็อาจตกอยู่ในความประมาทเพราะคิดว่าสุขภาพยังดีอยู่ ผมอยากเรียนว่าผลการตรวจที่ปกติวันนี้รับประกันอนาคตไม่ได้หรอกครับ อีกเดือนหนึ่งกลับเป็นโรคร้ายก็ได้เพราะจนกระทั่งปัจจุบันผมยังไม่เห็นวิธีการตรวจใดรับประกันอนาคตได้เลย ที่บอกได้ก็แค่วันที่ตรวจ และอาจจะควรผิดก็ได้ การตรวจเช็กสุขภาพเป็นเรื่องดี แต่การจะเลือกตรวจอย่างไรมากน้อยแค่ไหน ควรขึ้นอยู่กับแต่ละคนที่แตกต่างกัน การตรวจเช็กสุขภาพหลายวิธีสิ้นเปลืองและอาจไม่ได้ประโยชน์คุ้มค่าการจะตรวจเช็กสุขภาพอย่างไรจึงควรจะได้รับปรึกษาหารือกับคุณหมอที่ดูแลให้เข้าใจดีเสียก่อนนะครับ
    การตรวจภายใน  
    มะเร็งเป็นโรคที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับต้นๆ การวินิจฉัยได้เร็วจะทำให้การรักษาได้ผลดี ผู้ชายมักจะเป็นมะเร็งในที่ซ่อนเร้นทำให้เมื่อเกิดอาการโรคก็ลุกลามจนยากจะเยียวยาเช่น มะเร็งปอด มะเร็งตับ แต่สำหรับผู้หญิงนับว่าโชคดีเพราะเป็นมะเร็งในที่สามารถตรวจได้เร็ว เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูกเรื่องมะเร็งเต้านมก็สามารถคลำได้ด้วยตัวเอง ส่วนมะเร็งปากมดลูกก็มีการตรวจ Pap test ซึ่งสามารถให้การวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็ว เรามารู้จักกันว่า Pap test เป็นอย่างไร
    ใครที่ต้องตรวจ Pap test
    แน่นอนว่าต้องเป็นผู้หญิงและต้องอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ด้วย สมาคมโรคมะเร็งของอเมริกาได้แนะนำให้เริ่มตรวจ Pap หลังจากมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกไปแล้ว 3 ปี หรือมีอายุมากกว่า 21 ปีแม้ว่าจะไม่มีเพศสัมพันธ์ก็ให้ตรวจตามตารางข้างล่าง
    อายุ (Age)
    ความถี่ของการตรวจ
    21 - 29
      ให้ตรวจปีละครั้ง
    30 - 69
      ให้ตรวจทุก 2-3 ปีหากการตรวจ 3 ครั้งหลังให้ผลปกติ
    70 ขึ้นไป
      ให้หยุดตรวจเมื่อการตรวจ 3 ครั้งหลังและ 10 ปีที่ผ่านมาผลการตรวจปกติ

    หากว่าคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงข้างล่างนี้จะต้องตรวจ Pap test ทุกปี
  • มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย และเคยมีคู่หลายคน
  • ปัจจุบันมีคู่ขาหลายคน
  • คู่ขามีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อยและมีแฟนหลายคน
  • เคยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • ประวัติสมาชิกในครอบครัวเป็นมะเร็งปากมดลูก
  • เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งหรือเสี่ยงต่อมะเร็งปากมดลูก
  • เป็นโรคหูดหงอนไก่
  • สูบบุหรี่
  • ติดเชื้อ HIV
  • เป็นคนที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนเช่น มะเร็ง
    การตรวจภายในต้องเตรียมตัวอย่างไร
    สำหรับท่านที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธุ์หรือตรวจครั้งแรกก็อาจจะทำใจยากสักหน่อย ส่วนผู้ที่เคยตรวจมาแล้วก็คงจะเข้าใจขั้นตอนและความจำเป็นวิธีการเตรียมตัวก่อนไปตรวจ Pap test
  • ก่อนไปตรวจก็ควรทำความสะอาดภายนอกโดยใช้สบู่ธรรมดา ไม่ต้องใส่น้ำหอมหรือกลิ่น
  • ควรสวมกระโปงหรือกางเกงหลวมๆที่สามารถถอดออกง่าย
  • ไม่ควรจะไปเล่นกีฬาหรือไป shopping ก่อนการตรวจ
  • ควรจะงดการมีเพศสัมพันธุ์ก่อนการตรวจ
  • ไม่ควรสวนหรือล้างภายในช่องคลอด
  • ไม่ควรจะเหน็บยา
  • ไม่ควรไปตรวจช่วงมีประจำเดือน
    วิธีการตรวจ
    เมื่อท่านได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่าต้องการจะตรวจภายใน เจ้าหน้าที่ก็จะนำท่านไปพบแพทย์หลังจากซักประวัติและตรวจร่างกายแล้วก็จะเข้าห้องตรวจภายในซึ่งเป็นห้องที่มิดชิดพอสมควร เจ้าหน้าที่จะแนะนำให้ท่านเปลี่ยนกางเกงหรือกระโปงเป็นผ้าที่มีลักษณะเหมือนผ้าถุง เมื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้ว เจ้าหน้าที่จะนำท่านไปยังเตียงตรวจซึ่งไม่เหมือนกับเตียงตรวจที่ท่านเคยเห็น เมื่อนอนเตียงเรียบร้อยแล้วเจ้าหน้าที่จะให้ท่านวางเท้าไว้บนขาหยั่งซึ่งจะทำให้ท่านต้องแยกขาออก เจ้าหน้าที่จะเปิดผ้าถุง และนำผ้ามาคลุมและเปิดช่องไว้เพียงพอในการตรวจ หลังจากนั้นจะเรียกแพทย์มาตรวจ แพทย์จะทำความสะอาดบริเวณดังกล่าวด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ แล้วจึงใส่ speculum เพื่อขยายช่องคลอด การเลือด speculum แพทย์จะอาศัยประวัติการมีเพศสัมพันธ์และประวัติการคลอดบุตร การใส่ speculum อาจจะสร้างความอึกอัดเล็กน้อย หลังจากนั้นแพทย์จะใช้ไม้ไปขูดเนื้อเยื่อที่ปากมดลูก และนำเซลล์นั้นไปส่งตรวจหามะเร็ง
    การแปลผล
    หลังจากที่แพทย์ส่งเซลล์ไปตรวจต้องใช้เวลารอสัก 2-3 วันผลรายงานที่ออกมามีดังนี้
  • ปกติหรือ Normal หมายถึงตรวจไม่พบเซลล์ที่ผิดปกติ ดังนั้นไม่ต้องทำอะไรต่อ
  • Atypical squamous cells of undetermined significance มีความผิดปกติของเซลล์แต่ไม่สามารถบอกได้อย่างแน่ชัดว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ อาจจะเกิดจากการติดเชื้อหรือการอักเสบของปาดมดลูก แพทย์จะแนะนำให้มาตรวจซ้ำ
  • Squamous intraepithelial lesion ลักษณะที่ตรวจพบจะมีโอกาศเป็นมะเร็งได้สูง แพทย์จะต้องนัดตรวจเพิ่มเติม
  • Atypical glandular cells หากได้รับรายงานนี้แพทย์ต้องตรวจต่อ
  • Squamous cancer or adenocarcinoma cells ผลออกมาแบบนี้ก็ต้องตรวจต่อว่าเป็นมะเร็งมากแค่ไหน เพื่อวางแผนการรักษา
    เมื่อได้รับรายว่าว่าผลการตรวจ Pap แพทย์จะนัดมาตัดชิ้นเนื้อที่ปากมดลูกเพื่อการวินิจฉัยที่แน่นอน